ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ข่าวประชาสัมพันธ์ 22 ก.ย. 2559 06:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/727168

รมช.พาณิชย์ มอบนโยบายทูตพาณิชย์จากทั่วโลก ย้ำเร่งผลักดันประเทศไทยสู่ระบบเศรษฐกิจแนวใหม่ ให้สอดรับนโยบายประเทศไทย 4.0 ขับเคลื่อนสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน
เมื่อวันที่ 7 กันยายน ที่ผ่านมา ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รมช.พณ.) มอบนโยบายและบรรยายพิเศษ แก่ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศหรือทูตพาณิชย์จากทั่วโลกในหัวข้อ “Thailand 4.0 & Creative Thailand” ในโอกาสที่ทูตพาณิชย์เดินทางมาประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์และร่วมกำหนดแผนผลักดันการค้า ระหว่างประเทศ
โดย รมช.พณ. กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจโลกปรับตัวเข้าสู่ยุค New normal สืบเนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจหลายประเทศ โดยการขยายตัวเศรษฐกิจโลกไม่ได้สูงเหมือนที่ผ่านมา แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับสภาพเศรษฐกิจไทยในภาพรวม ยังคงฟื้นตัวดีขึ้นอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจในหลายภาคส่วน ในขณะที่ภาคธุรกิจไทย ที่ไปลงทุนในต่างประเทศ ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ประกอบกับการส่งออกบริการที่ขยายตัวดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้การส่งออกของไทยยังมีสถานการณ์ที่ดี โดยไทยยังรักษาส่วนแบ่งการตลาดในตลาดสำคัญไว้ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับอาเซียนภาพรวม และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ซึ่งทูตพาณิชย์เป็นหัวใจสำคัญในการผลักดันการค้าระหว่างประเทศของไทยในเวทีโลก
“ประเทศไทยกำลังก้าวไปในทิศทางที่ดีขึ้น โดยภารกิจสำคัญขณะนี้คือ การเดินหน้าประเทศไปสู่ “ประเทศไทย 4.0” เพื่อนำพาประเทศไปสู่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้เป็นประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี”
ทั้งนี้ได้มอบนโยบายแก่ทูตพาณิชย์โดยสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจจะเกิดจากหน้าที่ของทูตพาณิชย์ต่อจากการพัฒนาทั้ง 5 ธุรกิจ เป้าหมายข้างต้น คือ การเชื่อมต่อสู่ประชาคมโลกเพื่อสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ โดยการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจผ่านการค้าและการลงทุน 3 ระดับ คือ เศรษฐกิจภายในประเทศ เศรษฐกิจภูมิภาค และเศรษฐกิจโลก ทูตพาณิชย์โดยเฉพาะทูตพาณิชย์ในอาเซียนจะทำหน้าที่เชื่อมต่อเศรษฐกิจในประเทศสู่ระดับภูมิภาค ซึ่งจะเป็นอาเซียนในภาพใหญ่ที่รัฐบาลกำลังผลักดันผ่านการเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดทั้งในระดับรัฐบาลกับรัฐบาล ธุรกิจกับธุรกิจ และประชาชนกับประชาชน ผ่านนโยบาย strategic partnership กับประเทศเป้าหมายที่มีความสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ อินเดีย สิงคโปร์ รวมถึงประเทศสำคัญที่จะเป็น springboard ในภูมิภาคต่างๆ อาทิ อิหร่าน รัสเซีย
“เป้าหมายของการดำเนินงานตามนโยบายประเทศไทย 4.0 คือการขับเคลื่อน 5 กลุ่มเทคโนโลยีและธุรกิจเป้าหมายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ภายในระยะเวลา 3 – 5 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นการเปลี่ยนปัญหาและความท้าทายให้เป็นศักยภาพและโอกาส เมื่อประเทศไปสู่ประเทศไทย 4.0 เต็มรูปแบบ รูปธรรมที่จะเห็นได้อย่างเด่นชัด คือ รายได้ต่อหัวของประชากรจะเพิ่มขึ้น ความเหลื่อมล้ำต่างๆ จะลดลง ประเทศจะมีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” รมช.พณ.กล่าวทิ้งท้าย

อนึ่ง นโยบาย “ประเทศไทย 4.0” นี้ คือการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทยครั้งใหญ่ ไปสู่ “Value–Based Economy” หรือ “เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม” โดยขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน 3 มิติสำคัญ มิติแรกคือ เปลี่ยนจากการผลิตสินค้า “โภคภัณฑ์” ไปสู่สินค้าเชิง “นวัตกรรม” โดยเปลี่ยนจากเกษตรดั้งเดิมสู่เกษตรสมัยใหม่ที่เน้นการบริหารจัดการและเทคโนโลยี และเป็นเกษตรกรแบบผู้ประกอบการ
มิติที่สองคือ เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม โดยเปลี่ยนจาก SMEs ที่รัฐให้การสนับสนุนเป็น SMEs ที่มีศักยภาพสูง (Smart Enterprises และ Startups) รวมทั้งเปลี่ยนจากแรงงานที่ทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และทักษะสูง
ในขณะที่มิติที่สามคือ เปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิตสินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น เปลี่ยนจาก Traditional Services ซึ่งมีการสร้างมูลค่าค่อนข้างต่ำ ไปสู่ High Value Services โดยจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งใน 4 ระดับ ได้แก่ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เศรษฐกิจและกำลังซื้อในประเทศที่เข้มแข็ง ผนวกกับการส่งเสริมให้นักธุรกิจไทยไปตั้งฐานและขยายธุรกิจในต่างประเทศเพื่อสร้างการยอมรับในสินค้าและบริการของไทย
ซึ่งการปรับเปลี่ยนในมิติต่างๆ ข้างต้นจะนำไปสู่การพัฒนา “5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมาย” ซึ่งประกอบด้วย
1) กลุ่มอาหาร เกษตร พัฒนาไปสู่เทคโนโลยีชีวภาพ 2) Bio-Tech, กลุ่มสาธารณสุข สุขภาพ พัฒนาไปสู่เทคโนโลยีทางการแพทย์ (Bio-Med) 3) กลุ่มเครื่องมืออุปกรณ์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ พัฒนาไปสู่ระบบเครื่องกลที่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ควบคุม (Mechatronics) 4) กลุ่มดิจิทัล เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่เชื่อมต่อและบังคับอุปกรณ์ต่างๆ พัฒนาไปสู่เทคโนโลยีสมองกลฝังตัว (Embedded Technology) และ 5) กลุ่มอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ หรือ Creative วัฒนธรรม พัฒนาไปสู่บริการที่มีมูลค่าสูง (High Value Services)
เมื่อ 5 กลุ่มเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเป้าหมายมีความแข็งแรงแล้ว ผู้ประกอบการที่เป็น SMEs จะเริ่มนำนวัตกรรมเข้ามาขับเคลื่อนหรือที่เรียกว่า Innovation Driven Enterprise ซึ่งเมื่อผนวกกับองค์ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ SMEs รายเล็กจะขยายเป็น SMEs ที่มีศักยภาพหรือเป็น Startup นำไปสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีการเกษตร เทคโนโลยีอาหาร เทคโนโลยีสุขภาพ เทคโนโลยีหุ่นยนต์ เทคโนโลยีการท่องเที่ยว และเทคโนโลยีการออกแบบ เป็นต้น