ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 ก.ย. 2559 06:20
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/735341

นางทรงพร โกมลสุรเดช ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยว่า กระทรวงดีอี ยืนยันที่จะเดินหน้าโครงการอินเตอร์เน็ตประชารัฐ หรืออินเตอร์เน็ตหมู่บ้านตามวัตถุประสงค์ของรัฐบาล ภายใต้นโยบายการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ดำเนินการตามกระบวนการทุกอย่างให้มีความโปร่งใสชัดเจนและต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2560
สำหรับข้อเสนอของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ให้ชะลอหรือทบทวนโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้าน เพราะมีความซ้ำซ้อนกับแผนงานที่จัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมได้ตามแผนงานปี 2555-2559 หรือแผน USO ของสำนักงานคณะกรรมการกิจกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) นั้น กระทรวงดีอี ขอยืนยันว่าไม่ซ้ำซ้อน เนื่องจากตลอดระยะเวลาในการจัดทำแผนงานอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านนั้น ได้หารือกับ กสทช.อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากจะต้องทำตามข้อเสนอของ สตง.แล้ว กสทช.จะต้องไปปรับแผน USO ใหม่ ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล โดยใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (กทปส.) ที่มีอยู่ 34,607 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน กสทช.จะต้องปรับแก้ไขประกาศแผนงาน USO ให้เป็นไปตามมาตรา 50 แห่ง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.) ระบุว่า เพื่อประโยชน์ในการให้บริการโทรคมนาคมอย่างทั่วถึง กสทช.ต้องกำหนดแผนงานรายละเอียดและค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้น อีกทั้ง กสทช.ยังต้องหารือกับหน่วยงานของรัฐอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยต้องสอดคล้องกับนโยบายที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภาด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีการตั้งของสังเกตจากกรณีที่ สตง.ได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงดีอี เพื่อให้ชะลอและทบทวนโครงการอินเตอร์เน็ตหมู่บ้านนั้น เพราะต้องการปกป้อง กสทช.มิให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี โดยรายละเอียดของหนังสือระบุว่า กสทช.จัดเก็บค่าธรรมเนียบใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมในอัตรา 3.75% ต่อปี มาตั้งแต่ปี 2555-8 ส.ค.2559 รวมเป็นเงิน 34,607 ล้านบาท ซึ่งตามแผนงาน USO กสทช.ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2559 แต่เนื่องจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้สั่งให้ชะลอโครงการออกไปก่อน จึงทำให้กสทช.ไม่สามารถดำเนินงานตามแผน และอาจทำให้ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีได้.