ท้องอืด แน่นท้อง…โรคกวนใจของใครหลายคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235057


คมชัดลึก, ลุงแจ่มดูแลสุขภาพ, ลุงแจ่มคมชัดลึก, ท้องอืด, แน่นท้อง, โรค, กวนใจ, ของ, ใคร, หลาย

การศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ก.ค. 2559

ท้องอืด แน่นท้อง…โรคกวนใจของใครหลายคน

ดูแลสุขภาพ : ท้องอืด แน่นท้อง…โรคกวนใจของใครหลายคน

               โรคท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย หรือโรค Dyspepsia นั้น มีลักษณะเป็นอาการแน่นท้อง ปวดท้อง หรือรู้สึกไม่สบายบริเวณท้องด้านบนส่วนกลางหรือบริเวณลิ้นปี่ ผู้ป่วยอาจเล่าว่ามีอาการแน่นท้อง อิ่มเร็ว ท้องอืด ท้องเฟ้อ เป็นต้น

โรคนี้เป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุเกิดจากหลายปัจจัย พบได้บ่อยประมาณ 25% ของคนทั่วไป ส่วนใหญ่มีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ต้องหยุดงาน หรือประสิทธิภาพในการทำงานแย่ลง

๐ การวินิจฉัย

แพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกายเพื่อแยกผู้ป่วยที่เป็นโรคอื่นๆ ไปก่อน เช่น โรคกรดไหลย้อนจากกระเพาะสู่หลอดอาหาร, ปวดท้องจากโรคของทางเดินน้ำดี และโรคลำไส้แปรปรวน ซึ่งอาจมีอาการคล้ายกันออกไปก่อน เนื่องจากแนวทางในการรักษาโรคเหล่านี้แตกต่างไปจากภาวะ Dyspepsia โดยทั่วไปโรคนี้มักไม่ทำให้เกิดอาการปวดท้องรุนแรง ยกเว้นมีภาวะแทรกซ้อนจากภาวะอื่น

๐ สาเหตุของโรคท้องอืด แน่นท้อง dyspepsia

โรค Dyspepsia อาจเกิดจากสาเหตุต่างๆ ได้หลายอย่างด้วยกัน ประมาณ 30-50% ของผู้ป่วย Dyspepsia สามารถตรวจพบสาเหตุของอาการได้ แต่มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยจะหาสาเหตุของอาการไม่พบ ซึ่งเรามักเรียกผู้ป่วยในกลุ่มนี้ว่า Functional Dyspepsia หรือ NUD (non-ulcer Dyspepsia)

๐ สาเหตุที่อาจทำให้เกิดอาการ Dyspepsia ได้แก่

1.อาหาร มีอาหารหลายชนิดที่อาจเป็นสาเหตุที่ผู้ป่วยมักจะบอกว่าทำให้เกิดอาการ Dyspepsia เป็นมากขึ้น อาหารเหล่านี้ ได้แก่ อาหารรสจัด เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด มะเขือเทศ, สุรา, หรือแอลกอฮอล์ อาหารมัน และกาแฟ

2.ยา มียาหลายชนิดที่อาจทำให้เกิดการระคายเคืองของทางเดินอาหาร และทำให้เกิดอาการ Dyspepsia เช่น ยาแก้ปวดกระดูก ยาคลายเส้น ยาปฏิชีวนะ, ธาตุเหล็ก, ยาความดันบางชนิด การหยุดยาสามารถทำให้อาการต่างๆ ดีขึ้นได้

3.โรคของกระเพาะอาหารและลำไส้เป็นแผล

4.โรคของตับและตับอ่อนอักเสบ

5.โรคทางกายจากระบบอื่นนอกทางเดินอาหาร เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ป่วยที่มีโรคต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไตทำงานน้อย เป็นต้น

6.Functional Dyspepsia หรือ NUD (non-ulcer Dyspepsia)

ในปัจจุบันจึงแนะนำให้ทดลองรักษาด้วยการกินยาไปก่อน ยกเว้นผู้ป่วยจะมีลักษณะที่บอกว่ามีโอกาสสูงต่อการมีโรคร้ายที่เป็นสาเหตุของอาการ หรือไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา ส่วนการตรวจหาสาเหตุด้วยการส่องกล้องตั้งแต่เริ่มแรก สามารถทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น หรือลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้ดีกว่าการรักษาด้วยยา และเนื่องจากการส่องกล้องตรวจภายในทางเดินอาหารปัจจุบันสามารถทำได้โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สามารถทำได้ค่อนข้างสะดวกและปลอดภัย

ส่วนอาการแสดงอาการของผู้ป่วย Dyspepsia ที่อาจบ่งบอกว่าผู้ป่วยน่าจะมีสาเหตุของอาการจากโรคที่ร้ายแรง ได้แก่ อาการกลืนลำบาก น้ำหนักลด เลือดออกในทางเดินอาหาร ตรวจพบเลือดในอุจจาระถ่ายอุจจาระดำ หรือมีอาการของลำไส้อุดตัน เช่น อาเจียนมาก ซึ่งถ้าผู้ป่วยมีอาการต่างๆ เหล่านี้ บ่งบอกว่าผู้ป่วยควรได้รับการส่องกล้องภายในทางเดินอาหารส่วนต้น

๐ การส่องกล้องตรวจภายในระบบทางเดินอาหารส่วนต้น

ปัจจุบันเป็นการตรวจมาตรฐานในการตรวจหาความผิดปกติของทางเดินอาหารส่วนบน ในผู้ป่วย Dyspepsia เนื่องจากมีความแม่นยำสูง และในกรณีที่จำเป็นต้องตัดชิ้นเนื้อมาตรวจทางพยาธิวิทยา ก็สามารถที่จะทำได้โดยมีความแม่นยำสูงมาก ในการวินิจฉัยโรคแผลกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น หลอดอาหารอักเสบ รวมทั้งมะเร็งภายในทางเดินอาหารส่วนต้น และสามารถทำการรักษาในภาวะได้ด้วย

ในผู้ป่วย Dyspepsia ทุกรายที่มีอาการเตือนของโรคร้ายแรงควรได้รับการส่องกล้องตรวจ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 45 ปี ที่มีอาการ Dyspepsia มาไม่นาน และไม่เคยเป็นมาก่อน ควรได้รับการตรวจโดยการส่องกล้อง เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งภายในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น การส่องกล้องก็เป็นการตรวจที่สามารถช่วยยืนยันให้ผู้ป่วยลดความกังวลดังกล่าว

๐ การดูแลตนเอง

1.ถ้ามีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง หรือมีอาการน่าสงสัยว่าอาจเกิดจากสาเหตุร้ายแรง เช่น ปวดรุนแรง ปวดนานเกิน 6 ชั่วโมง กระเทือน ถูกเจ็บ อาเจียน ถ่ายอุจจาระดำ ตาเหลือง ตัวเหลือง น้ำหนักลด ปวด ร้าวขึ้นคอ ขากรรไกร ไหล่ หรือต้นแขน เป็นต้น ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว

2.ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวดังนี้

– งดบุหรี่ แอลกอฮอล์ ชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง ช็อกโกแลต น้ำอัดลม อาหารที่ทำให้กำเริบ (เช่น ของมัน ของหวาน รสจัด) หลีกเลี่ยงยา (เช่น แอสไพริน ยาแก้ปวดข้อ)

– กินอาหารให้ตรงเวลาทุกมื้อและควรกินอาหารมื้อเย็นก่อนเวลาเข้านอนอย่างน้อย 3 ชั่วโมง

– ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อย่ารีบเร่ง อย่ากินจนอิ่มมากเกินไป

– หลังกินอาหารอิ่ม อย่าล้มตัวลงนอน หรืออยู่ในท่าก้มงอตัว และอย่ารัดเข็มขัดแน่น

– ถ้าน้ำหนักตัวมาก ควรลดน้ำหนัก

– ถ้าเครียด ควรออกกำลังกายเป็นประจำ และหาวิธีผ่อนคลายความเครียด

นพ.สัญชัย ประเสริฐเพชรมณี

อายุรแพทย์โรคทางเดินอาหาร

ศูนย์ทางเดินอาหารและส่องกล้อง รพ.พญาไท 3

Leave a comment