ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ย. 2559 06:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738817

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกประกาศ ธปท.เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงิน เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของธนาคารพาณิชย์จดทะเบียนในประเทศ ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนในต่างประเทศ บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ และบริษัทเงินทุน กรณีของการลงทุนในบริษัทที่ไม่ใช่บริษัท ที่ไม่ใช่กิจการธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจสนับสนุนทางการเงิน และการลงทุนในกองทรัสต์ เพื่อร่วมลงทุนในบริษัทที่ไม่ใช่ธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจสนับสนุนทางการเงิน
ทั้งนี้ เนื่องจากในปัจจุบัน การลงทุนร่วมทุนในรูปแบบกองทรัสต์มีเพิ่มมากขึ้น และเป็นช่องทางสำคัญในการลงทุนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และกิจการที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ รวมถึงกิจการที่ใช้นวัตกรรมใหม่ และหรือสตาร์ท อัพ ธปท.ได้เห็นถึงความสำคัญของช่องทางการระดมทุนดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี และก่อให้เกิดธุรกิจทางการเงินประเภทใหม่เพิ่มขึ้น รวมทั้งช่วยขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในทุกระดับ ธปท. จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการลงทุนของสถาบันการเงิน โดยขยายอัตราส่วนการถือหรือมีใบทรัสต์ของกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust) ที่ร่วมลงทุนในธุรกิจ 3 ประเภท
ประกอบด้วย 1.วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 2.ธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน (Fintech) และ 3.ธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital) ที่ไม่ใช่บริษัทลูกภายในกลุ่มธุรกิจทางการเงิน หรือธุรกิจการร่วมลงทุน (Private Equity) ในรูปแบบอื่น ที่มีการร่วมลงทุนในกิจการที่ประกอบธุรกิจเทคโนโลยีการเงิน โดยให้สามารถถือหรือมีใบทรัสต์ได้มากกว่าเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนดไว้เดิมว่า สถาบันการเงินจะสามารถมีหรือถือใบทรัสต์ได้ไม่เกิน 10% ของกองทรัสต์ โดยอนุญาตในกรณีนี้ให้ถือเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% จนสามารถกำหนดหรือควบคุมการบริหารงานของกองทรัสต์เพื่อประกอบกิจการเงินร่วมลงทุน (Private Equity Trust) ได้ ซึ่งจะทำให้สถาบันการเงินสามารถที่จะให้เงินทุนกับธุรกิจทั้ง 3 ประเภทดังกล่าว ผ่านกองทรัสต์เพื่อประกอบธุรกิจได้เพิ่มขึ้น และช่วยให้เกิดการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นด้วย.