ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ก.ย. 2559 07:20
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/738922

นพ.ปราเสริฐ ผุดโปรเจกต์ ‘ศูนย์สุขภาพ’ ชั้นนําเอเชีย!
“หนูเล็ก-ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร” เซเลบคนดัง ทายาทรุ่นที่ 3 ตระกูล “สมบัติศิริ” ยืนยันการปิดตำนานธุรกิจโรงแรม “สวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ” ของตระกูล ที่ขายให้กับกลุ่มดุสิตเวชการ เพื่อนำไปทำศูนย์สุขภาพครบวงจรด้วยเม็ดเงินกว่า “หนึ่งหมื่นล้านบาท” เป็นเพราะต้องการยุติบทบาทการบริหารโรงแรม ในยุคที่มีการขับเคี่ยวแข่งขันกันสูงมาก ยันไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดหรือขาดทุนทางธุรกิจและไม่มีหนี้สินใดๆทั้งสิ้น แต่ต้องการหันไปพัฒนาธุรกิจด้านอื่น แม้ขายที่ดินโรงแรม แต่ยังรักษาสมบัติชิ้นสำคัญของตระกูล พร้อมต้นไม้เก่าแก่กับมรดกตกทอดอื่นๆเอาไว้
นับเป็นข่าว Talk of the town และสุดฮือฮาในวงการธุรกิจเมืองไทย เมื่อกลุ่มธุรกิจเจ้าของโรงแรม สวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ ถนนวิทยุ กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นตระกูลคหบดี เศรษฐีเก่าแก่ของเมืองไทย ตัดสินใจขายที่ดินที่ตั้งโรงแรม ที่มีตำนานเป็นหนึ่งในประวัติศาสตร์แผ่นดินสยาม ในราคากว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท ให้กับกลุ่มบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการ ทำให้เกิดกระแสการพูดถึงเรื่องนี้กันอย่างทั่วไป
สำหรับสาเหตุสำคัญของการซื้อขายเปลี่ยนมือที่ดินผืนงาม สถานที่ตั้งโรงแรมระดับ 5 ดาวชื่อดังของเมืองไทยที่มีชื่อเสียงเก่าแก่ เซเลบคนดังคนเก่งสังคมเมืองไทย ทายาทรุ่นที่ 3 ของตระกูล “สมบัติศิริ” คือ “หนูเล็ก-ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร” ในฐานะกรรมการผู้จัดการบริษัท โรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด ซึ่งทำหน้าที่ดูแลงานบริหารทั้งหมดของโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ ตั้งแต่ปี 2553 มาจนถึงปัจจุบัน ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ เมื่อวันที่ 29 ก.ย.ว่า ครอบครัวปาร์คนายเลิศ ได้คุยกันมาเป็นปีแล้วว่า ถึงเวลาต้องขายโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ เพราะธุรกิจโรงแรมมีการแข่งขันขับเคี่ยวรุนแรงมาก ก่อนหน้านี้มีนักธุรกิจทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ สนใจติดต่อขอซื้อที่ดินหลายเจ้า แต่มาลงตัวกับกลุ่มดุสิตเวชการของ “นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” เนื่องจากทางดุสิตเวชการมีความตั้งใจจะปรับปรุงพื้นที่ปาร์คนายเลิศ เป็นศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร ซึ่งถือเป็นโครงการที่ดีมีประโยชน์ต่อสังคม “หนูเล็ก” เชื่อมั่นว่า หากคุณยาย (ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ) ยังมีชีวิตอยู่ ก็จะต้องสนับสนุนการตัดสินใจครั้งนี้ เพราะท่านพูดเสมอว่า ครอบครัวเรา ต้องทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนคืนสังคม ซึ่งครอบครัวเราก็เคยทำโรงพยาบาลเลิดสินมาแล้ว
“หนูเล็ก” ยังยืนยันด้วยว่า การตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาด หรือขาดทุนทางธุรกิจ ครอบครัวเราเลิกทำโรงแรมโดยไม่มีหนี้สินติดตัว และเตรียมเดินหน้าหันไปพัฒนาธุรกิจด้านอื่นๆ รวมถึงนำที่ดินของตระกูลมาพัฒนาให้ดีขึ้น โดยโครงการล่าสุดที่กำลังจะเปิดตัวคือ การเปิดธุรกิจโรงแรมแห่งใหม่ของครอบครัว ที่หัวหิน ภายใต้ชื่อ “นายเลิศปาร์ค หัวหิน” และยังมีโปรเจกต์ขยายธุรกิจ ด้านรับจัดเลี้ยงหรือแคทเทอริ่งอาหารนอกสถานที่ ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “ไวท์ บัส แคทเทอริ่ง” เพื่อรองรับพนักงานฝ่ายจัดเลี้ยง ที่เคยทำงานกับเรามา 33 ปี
ทายาทคนดังกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ดี ภายใต้ข้อตกลงกว่าหมื่นล้าน แม้กลุ่มดุสิตเวชการจะได้ครอบครองอาคารโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ, อาคารออฟฟิศทาวเวอร์ Promenade และสิ่งปลูกสร้างรอบๆ รวม 15 ไร่ แต่ขอยืนกรานว่า สมบัติชิ้นสำคัญของตระกูลคือ “บ้านปาร์คนายเลิศ” และสวนขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 14 ไร่ ที่สร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2458 ยังคงเป็นมรดกตกทอดของครอบครัว “สมบัติศิริ” ตามเจตนารมณ์ของ “ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ” ที่ตั้งใจอนุรักษ์เรือนไม้สักหลังใหญ่อายุ 101 ปี ต้นไม้เก่าแก่หายากในบริเวณรอบๆ และมรดกตกทอดต่างๆของตระกูล โดยแรกเริ่มพระยาภักดีนรเศรษฐ ตั้งใจสร้างบ้านหลังนี้เป็นเรือนรับรองส่วนตัว ต่อมาได้ปรับปรุงเป็นเรือนที่อยู่อาศัยของนายเลิศและครอบครัว กระทั่งปัจจุบัน ทายาทรุ่นใหม่ได้บูรณะปรับปรุงขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์บ้านปาร์คนายเลิศ
ขณะที่ความเป็นมาการซื้อขายเปลี่ยนมือในธุรกิจ ครั้งสำคัญครั้งนี้ มีการเปิดเผยเมื่อวันที่ 28 ก.ย. โดยนางนฤมล น้อยอ่ำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS แจ้งตลาดหลักทรัพย์ว่า คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติใช้เงินลงทุนรวม 12,800 ล้านบาท ซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างโครงการปาร์คนายเลิศ เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์สุขภาพครบวงจรแห่งแรกในเอเชีย โดยจะเข้าทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินบริเวณโครงการปาร์คนายเลิศประมาณ 15 ไร่ และสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินรวมมูลค่า 10,800 ล้านบาท จากนางสัณหพิศ สมบัติศิริ และนางพิไลพรรณ สมบัติศิริ ซึ่งเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์และสิ่งปลูกสร้าง ประกอบไปด้วยโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ และอาคารสำนักงาน Promenade
นางนฤมลแจ้งด้วยว่า หลังรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแล้ว จะใช้งบลงทุนและปรับปรุงทรัพย์สินเพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจสุขภาพแบบครบวงจร “BDMS Wellness Clinic” ราว 2,000 ล้านบาท ดังนั้น เมื่อรวมกับค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง 10,800 ล้านบาท คิดเป็นเงินลงทุนรวม 12,800 ล้านบาท บริษัทได้วางเงินมัดจำเงินจำนวน 1,080 ล้านบาท คาดว่าจะรับโอนกรรมสิทธิ์ทั้งหมดได้ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2560 ทั้งนี้ ได้ตั้งบริษัทย่อยชื่อ บริษัทบีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก จำกัด ทุนจดทะเบียน 6,400 ล้านบาท เพื่อเข้าซื้อและรับโอนที่ดินกับสิ่งปลูกสร้างเพื่อดำเนินโครงการ BDMS Wellness Clinic โดยแหล่งเงินทุนที่จะใช้ในการเข้าซื้อครั้งนี้มาจากกระแสเงินสดและการกู้ยืม
นางนฤมลยังแจ้งว่า บริษัทมั่นใจว่าศูนย์สุขภาพครบวงจร BDMS Wellness Clinic จะประสบความสำเร็จ เนื่องจาก 1.แนวคิดด้านการดูแลรักษาสุขภาพและความเป็นอยู่ได้รับความสนใจมากขึ้นทั่วโลก 2.มีผู้ประกอบการน้อยรายในโลกที่ให้บริการศูนย์สุขภาพแบบครบวงจร สถาบันที่มีชื่อเสียงล้วนอยู่ในยุโรปหรือสหรัฐอเมริกา ดังนั้น โครงการนี้ของบริษัทจึงเป็นโครงการแรกในเอเชีย 3.ที่ดินผืนดังกล่าวเป็นพื้นที่สีเขียวที่โดดเด่นท่ามกลางศูนย์รวมความเจริญสมัยใหม่ในย่านธุรกิจกรุงเทพ และมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะนำมาพัฒนาเป็นศูนย์สุขภาพครบวงจร
นางนฤมลกล่าวอีกว่า โครงการนี้จะมีบริการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ รวมถึงบริการอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยบริษัทจะขยายศูนย์เวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการอยู่ที่โรงพยาบาลกรุงเทพ มาให้บริการเพิ่มเติมที่ BDMS Wellness Clinic, บริการทางด้านสุขภาพระบบประสาทและสมอง โดยจะเปิดเป็นคลินิกด้านระบบประสาทและสมอง มีเป้าหมายที่จะพัฒนาคลินิกดังกล่าวให้เป็นศูนย์กลางความเป็นเลิศในด้านระบบประสาทและสมอง รวมทั้งขยายคลินิกบางส่วนของโรงพยาบาล ในเครือ BDMS ไปยัง BDMS Wellness Clinic ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า BDMS เป็นผู้ประกอบการธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียง โดยมีโรงพยาบาลเครือข่ายในไทยและกัมพูชา ภายใต้ชื่อโรงพยาบาล 6 กลุ่ม คือ กลุ่มโรงพยาบาลกรุงเทพ กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช โรงพยาบาลบี เอ็น เอช กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท กลุ่มโรงพยาบาลเปาโล และกลุ่มโรงพยาบาลรอยัล รวมถึงธุรกิจด้านการแพทย์ ได้แก่ ธุรกิจห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ธุรกิจผลิตยาและธุรกิจผลิตน้ำเกลือ เป็นต้น จากการตรวจสอบงบการเงินล่าสุดพบว่า มีกำไรสะสม 27,000 ล้านบาท ขณะที่มีหนี้สินต่อทุน (D/E) ไม่รวมเจ้าหนี้การค้าที่ราว 0.75 เท่า ขณะที่ธุรกิจมีกำไรโตต่อเนื่อง โดยปี 2556 มีกำไร 6,261 ล้านบาท, ปี 2557 กำไร 7,393 ล้านบาท และปี 2558 กำไร 7,917 ล้านบาท ส่วนครึ่งแรกปี 2559 มีกำไรสุทธิ 4,075 ล้านบาท
ทั้งนี้ BDMS มี นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ หรือที่เรียกกันว่า “หมอเสริฐ” คณะผู้บริหารกลุ่มและกรรมการผู้อำนวยการใหญ่บริษัท เป็นผู้ก่อตั้งและถือหุ้นใหญ่ ถือเป็นโรงพยาบาลเอกชนชั้นนำของไทย ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับโลกจากสถาบัน Joint Commission International (JCI) องค์กรกำกับมาตรฐานด้านการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก มีคนไทยและต่างชาติจากทั่วโลกเดินทางมารับการรักษา
“หมอเสริฐ” ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็นเศรษฐีหุ้นไทยจากนิตยสารการเงินธนาคารเมื่อปี 58 โดยครองแชมป์รวยติดต่อกันเป็นปีที่ 3 มีมูลค่าสินทรัพย์ 62,000 ล้านบาท และตระกูลปราสาททองโอสถ ยังเป็นแชมป์ตระกูลเศรษฐีหุ้นไทย ที่มีความมั่งคั่ง 88,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังเป็นเจ้าของและผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เจ้าของสนามบินและสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส
ขณะที่ในสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดีย ได้มีการส่งคลิปและภาพถ่ายจดหมายที่นางสาวณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร กรรมการผู้จัดการบริษัทโรงแรมปาร์คนายเลิศ หรือ “หนูเล็ก” เขียนถึงพนักงานมีสาระสำคัญว่า ในฐานะกรรมการผู้จัดการและลูกหลานของปาร์คนายเลิศ ขอเป็นตัวแทนผู้ถือหุ้นผู้บริหารและครอบครัว แจ้งข่าวสำคัญให้พนักงานทราบว่า หลายคนทำงานที่นี่มาตั้งแต่แรกที่โรงแรมเปิด มีโอกาสได้รู้จักท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง หลายคนทำงานในช่วงที่คุณพิไลพรรณ สมบัติศิริ เป็นกรรมการผู้จัดการ ตลอด 36 ปีของโรงแรมปาร์คนายเลิศ พวกเราผ่านเหตุการณ์ต่างๆมาด้วยกัน ทั้งเรื่องทุกข์และสุข เรื่องง่ายและยากเราสามารถผ่านมาด้วยกันแล้วทุกครั้ง
แต่ทุกวันนี้ ธุรกิจโรงแรมแข่งขันสูงมากโรงแรมใหม่ๆเปิดทั่วทุกมุมถนน คณะผู้บริหารต่างอดทนและทำงานหนัก เพื่อประคับประคองสถานการณ์ เพื่อความอยู่รอดของโรงแรม แต่สุดท้ายทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ขอแจ้งพนักงานว่า เรามีความจำเป็นต้องหยุดดำเนินกิจการโรงแรมปาร์คนายเลิศอย่างเป็นทางการตั้งแต่ต้นปี 2560 เป็นต้นไป โดยผู้บริหารจะรับผิดชอบค่าชดเชยตามกฎหมาย และโบนัส พร้อมสินน้ำใจจากครอบครัวอีกจำนวนหนึ่ง และพนักงานจะได้รับการพิจารณาเข้าทำงานโรงแรมในเครือ ACCOR ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ ก่อตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2526 โดยอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมหญิงคนแรกของประเทศไทย “ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ” ธิดาของพระยาภักดีนรเศรษฐ หรือ “เลิศ เศรษฐบุตร” ที่เป็นผู้บุกเบิกริเริ่มกิจการให้บริการรถโดยสารประจำทาง สายแรกของกรุงเทพฯ คือ “รถเมล์ขาว” เมื่อปี 2453 ต่อมา “ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์” ได้เข้ามาดำเนินกิจการรถเมล์ขาว และธุรกิจทุกอย่างแทนบิดา กระทั่งสิ้นบุญบิดา จึงได้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท นายเลิศ จำกัด
ภายหลังการเลิกกิจการรถเมล์นายเลิศ ในปี 2520 เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายรวมกิจการรถเมล์ทุกสายในกรุงเทพฯให้อยู่ภายใต้การดูแลขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ “ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์” ได้ก่อตั้งบริษัทนายเลิศพัฒนา จำกัด เพื่อพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ พร้อมกับก่อตั้งบริษัทโรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด ในปี 2526 เพื่อดำเนินธุรกิจโรงแรมปาร์คนายเลิศ ให้บริการระดับ 5 ดาว เป็นแห่งแรกๆในประเทศไทย
ในยุคต่อมา ลูกสาวคนโตของท่านผู้หญิง เลอศักดิ์ คือ “นางพิไลพรรณ สมบัติศิริ” ได้เข้ามารับช่วงสานต่อกิจการ โดยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท โรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด แทนมารดา ภายหลังการถึงแก่อนิจกรรมของท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ เมื่อปลายปี 2553 ยังได้มีการแต่งตั้งหลานสาว “หนูเล็ก-ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร” รั้งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงแรมปาร์คนายเลิศ จำกัด ทำหน้าที่ดูแลงานบริหารของโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ มาจนถึงปัจจุบัน
อย่างไรก็ดี ภายใต้ข้อตกลงกว่าหมื่นล้าน แม้กลุ่มดุสิตเวชการจะได้ครอบครองอาคารโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ, อาคารพาณิชย์ Promenade และสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ รวม 15 ไร่ กระนั้น สมบัติชิ้นสำคัญของตระกูลคือ “บ้านปาร์คนายเลิศ” และสวนขนาดใหญ่ บนพื้นที่กว่า 14 ไร่ ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2458 บริเวณด้านหลังของโรงแรม ยังคงเป็นมรดกตกทอดของครอบครัวปาร์คนายเลิศ ตามเจตนารมณ์ของ “ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ” ที่ตั้งใจอนุรักษ์เรือนไม้สักหลังใหญ่อายุ 101 ปี, ต้นไม้เก่าแก่หายากในบริเวณรอบๆ และมรดกตกทอดต่างๆของตระกูล โดยแรกเริ่มพระยาภักดีนรเศรษฐ ตั้งใจสร้างขึ้นเป็นเรือนรับรองส่วนตัว ต่อมาได้ปรับปรุงเป็นเรือนที่อยู่อาศัยของนายเลิศและครอบครัว กระทั่งปัจจุบัน ได้บูรณะปรับปรุงใหม่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์บ้านปาร์คนายเลิศ
ขณะเดียวกัน น.ส.พรรณี ศรียุทธศักดิ์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวถึงการปิดโรงแรมสวิสโฮเต็ล ปาร์คนายเลิศ ในต้นปี 2560 ว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเขตพื้นที่ 4 เข้าไปตรวจสอบ พบว่าโรงแรมแห่งนี้เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีพนักงานมากกว่า 388 คน หลังปิดกิจการก็เป็นห่วงพนักงานเหล่านี้จะทำ อย่างไร เพราะส่วนใหญ่มีอายุงานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ขณะนี้ได้เตรียมประสานกรมการจัดหางาน สำนักงานประกันสังคม และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ช่วยหางานใหม่ หรือพัฒนาทักษะหากต้องการเปลี่ยนสายงาน ในส่วนของเงินค่าชดเชย ผู้บริหารแจ้งว่ายินดีจ่ายสิทธิประโยชน์ให้ตามกฎหมายทุกอย่าง พร้อมกับจ่ายเงินโบนัสประจำปีจำนวน 1 เดือนให้พนักงาน รวมทั้งจะช่วยหางานจากโรงแรมอื่นให้ด้วย