ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 30 ก.ย. 2559 13:22
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/739307

รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตระหนักถึงปัญหาของเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในภาวะทรงตัวอีกทั้งประเทศเพื่อนบ้านก็พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมพร้อมเปิดบ้านต้อนรับนักลงทุนต่างชาติรัฐบาล ได้มอบหมายให้ ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นหัวหน้าทีมภาครัฐในการผลักดันนโยบาย
จุดประสงค์เพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลางโดยได้กำหนด 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศเพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนเข้ามาลงทุน และกระตุ้นให้เกิดการจ้างงานและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้มีขีดความสามารถทางการแข่งขันมากขึ้นโดยออกมาตรการสนับสนุนด้านสิทธิประโยชน์การลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)ในระดับสูง
ทั้งนี้ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายประกอบด้วยการยกระดับ 5 อุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ (FirstS-Curve) ได้แก่ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะท่องเที่ยวไฮเอนด์และเชิงสุขภาพ เกษตรเทคโนโลยีชีวภาพ และแปรรูปอาหาร กับ 5 อุตสาหกรรมอนาคต (New S-Curve) ได้แก่ หุ่นยนต์เพื่อการผลิต การบินและโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพ-เคมีชีวภาพ ดิจิตอล และอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร
ขณะที่ภาครัฐกำหนดลงทุนโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ “Eastern Economics Corridor – EEC” นำร่อง 3 จังหวัดภาคตะวันออก ประกอบด้วย ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เพื่อยกระดับจากอีสเทิร์นซีบอร์ด ขึ้นเป็นซูเปอร์อีสเทิร์นซีบอร์ดที่จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อรองรับการพัฒนาและการลงทุนในอนาคต เช่น ท่าเรือแหลมฉบัง เฟส 3 เชื่อมโยงการขนส่งทางรถไฟ พัฒนาอู่ตะเภาเป็นสนามบินเชิงพาณิชย์แห่งที่ 3 อย่างเต็มรูปแบบ ฯลฯคาดว่าเม็ดเงินลงทุนจากรัฐจะไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้านบาท
สำหรับบทบาทการลงทุนภาคเอกชนแน่นอนว่าคงต้องโฟกัสไปที่บริษัท พีทีที โกลบอลเคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ซึ่งที่ผ่านมานับว่าเป็นผู้บุกเบิกให้เกิดการพัฒนาอีสเทิร์นซีบอร์ด มานานกว่า 3 ทศวรรษ จากยุคโชติช่วงชัชวาลที่มีการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต้นน้ำอย่าง “ปิโตรเคมี” ที่มีส่วนทำให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องมากมาย อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์สิ่งทอ ฯลฯ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมต่อเนื่องเหล่านี้ ปัจจุบันได้สร้างรายได้ให้กับประเทศไม่น้อยกว่าปีละ 700,000 ล้านบาท จ้างงานเกือบ 50,000 คน และสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ คิดเป็น 6% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP)
จากแผนการกลยุทธ์ของ PTTGC ซึ่งมีฐานรากจากเบอร์หนึ่งด้านต่างๆ ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีกำลังการผลิตโอเลฟินส์อันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน มีกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีสายโอเลฟินส์ และอะโรเมติกส์รวมประมาณ 9.26 ล้านตันต่อปี และกำลังการผลิตน้ำมันดิบและคอนเดนเสทรวม 280,000 บาร์เรลต่อวัน แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะตอบรับนโยบาย New S Curve
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนเพิ่มในหลายโครงการที่มาบตาพุด โดยเตรียมสร้างโรงงานที่มีการลงทุนสูงด้านนวัตกรรม ทำให้เกิดการพัฒนาการผลิตให้ได้เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ หรือ HighSpecialty ซึ่งเป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกด้วยการเพิ่มมูลค่าให้ผลิตภัณฑ์ มีการเตรียมสร้างโรงงานแนฟทาแครกเกอร์ เพื่อผลิตเอทิลีน โพรพิลีน รวมถึงบิวทาไดอีนเพื่อเป็นวัตถุดิบต้นน้ำ ในอุตสาหกรรมขั้นกลางและขั้นปลายให้กับอุตสาหกรรมเป้าหมายของ New S Curve นำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ
นับเป็นเรื่องที่น่าจับตาเมื่อ PTTGC ขานรับนโยบายภาครัฐที่จะทำให้เกิดเม็ดเงินมาลงทุนในประเทศและมองหานวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาพัฒนาธุรกิจ ซึ่งบริษัทฯ ประสบความสำเร็จขั้นต้นในการดึงนักลงทุนจากญี่ปุ่นซึ่งเป็นบริษัทเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษชั้นนำของโลกสัญชาติญี่ปุ่น ได้แก่ บริษัท คุราเร่ จำกัด และ บริษัทการค้าระหว่างประเทศสัญชาติญี่ปุ่น ที่มีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลกบริษัท ซูมิโตโม คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้ตัดสินใจ จับมือกับ PTTGC ของไทย ในการร่วมลงนามในข้อตกลงเบื้องต้น (HOA) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางการเงินและการออกแบบทางวิศวกรรม ของโครงการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูงประเภท High Heat ResistantPolyamide-9T(PA9T) และผลิตภัณฑ์ยางเทอร์โมพลาสติกประเภท Hydrogenated Styrenic BlockCopolymers (HSBC) ในประเทศไทย โดยจะสรุปผลการลงทุนได้ในช่วงสิ้นปี 2560 ซึ่งภายใต้ข้อตกลงจะมีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนแห่งใหม่ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการในช่วงปลายปี 2563 ซึ่งเป็นหนึ่งในแผนลงทุน โครงการ Map Ta Phut Retrofit ของ PTTGC

สำหรับโรงงานแห่งใหม่จะตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด มาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อผลิต PA9T ที่มีคุณสมบัติใช้แทนโลหะเพื่อผลิตรถที่มีน้ำหนักน้อยลงประหยัดพลังงานกำลังการผลิต 13,000 ตันต่อปี ซึ่งเป็น HSBC ที่ส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ในหลายอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ ก่อสร้าง เครื่องมือแพทย์และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค เช่น อุปกรณ์ว่ายน้ำ ซีลยางหน้าต่าง ด้ามแปรงสีฟัน เป็นต้นกำลังการผลิต 16,000 ตันต่อปี
นอกจากนี้ คุราเร่ จะดำเนินการศึกษาความเป็นได้ของโครงการผลิตMPD (3-Methyl-1,5-Pentanediol) ซึ่งเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง ไอโซบิวทีนของคุราเร่ กำลังการผลิต 5,000 ตันต่อปี โดย PTTGC จะเป็นผู้สนับสนุนวัตถุดิบหลักในการผลิตให้กับโรงงาน


ยังไม่รวมความมุ่งมั่นที่ต้องการร่วมผลักดันให้ภาคการเกษตรในประเทศไทยมีความเข้มแข็งด้วยการมุ่งสู่อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) ที่มุ่งเน้นวัตถุดิบจากภาคเกษตรกรรม โดยเริ่มต้นผลักดันจากมันสำปะหลังและอ้อยซึ่ง PTTGC มีแผนการที่จะลงทุนในชีวเคมีภัณฑ์ซึ่งจะมีความชัดเจนใน 3 ปีข้างหน้า หากการเดินหน้าสำเร็จลุล่วงด้วยดีนอกจากจะช่วยเกษตรกร ช่วยสิ่งแวดล้อม แล้วจุดประสงค์หลักก็เพื่อมุ่งผลักดันมูลค่าทางเศรษฐกิจไทยสร้างงาน อาชีพ และรายได้ให้กับคนไทยนั่นเอง

เห็นได้ว่าแผนการลงทุนของ PTTGC นับเป็นการจุดพลุให้อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยยังคงเป็นส่วนสำคัญที่จะเอื้อให้ฐานการผลิตอุตสาหกรรมเป้าหมายอื่นๆ ของไทยเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพนำมาซึ่งการหนุนให้เกิดระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรือ EEC ให้เป็นเขตเศรษฐกิจชั้นนำของอาเซียน และที่สำคัญจะเป็นการตอบโจทย์โรดแม็ปรัฐบาลด้วยการก้าวไปสู่ประเทศไทย 4.0 ที่มีเป้าหมายให้ไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง เราคงต้องช่วยกันลุ้นเพราะนี่คืออนาคตของคนไทยทุกคน.