การไฟฟ้าโปร่งใส ยุค! คืนความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ต.ค. 2559 05:01

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745287

 

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ตระหนักถึงผลกระทบจากปัญหาการทุจริตภายในประเทศ ทั้งในแง่จำนวนคดีการทุจริต และในแง่ทัศนคติการรับรู้ของประชาชน ตลอดจนนักธุรกิจ นักลงทุนต่างประเทศ

ดังนั้น ในปี พ.ศ.2552 ทาง ป.ป.ช.จึงได้ริเริ่มศึกษากรอบแนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้องรวมถึงเครื่องมือการประเมินความโปร่งใสกับหน่วยงานภาครัฐต่างๆ

ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ก็แสวงหาองค์ความรู้จากต่างประเทศ เพื่อสร้างเครื่องมือวัดระดับการทุจริต ทั้งจากความคิดเห็นและประสบการณ์โดยตรงของประชาชน (Perception-based) และจากหลักฐานการดำเนินงานเชิงประจักษ์ (Evidence-based) ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตและสิทธิพลเมือง สาธารณรัฐเกาหลี เมื่อวันที่ 15 ก.ย.2552

สร้างความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์พัฒนาโครงการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสระหว่าง 2 ประเทศ ในการป้องกันและต่อต้านการทุจริตในภาครัฐซึ่งให้ผลดีเป็นที่น่าพอใจ จึงมีการต่ออายุบันทึกข้อตกลงดังกล่าวอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 มี.ค.2556 และทาง ป.ป.ช.ได้พัฒนาระบบการตรวจสอบดังกล่าวให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย

กล่าวคือ การประเมินผลตามดัชนีวัดความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (measure anti-corruption efforts) จากข้อเท็จจริงในการดำเนินงานที่สามารถตรวจสอบได้จากเอกสารหลักฐานเชิงประจักษ์ ขณะที่การประเมินคุณธรรมการดำเนินงานเป็นเครื่องมือต่อต้านการทุจริต ที่ใช้วัดระดับการทุจริตในการดำเนินงานของภาครัฐ (measure corruption)

ประเมินผลจากการรับรู้หรือจากประสบการณ์ตรงของประชาชนที่เคยรับบริการจากหน่วยงานภาครัฐ ดังนั้น เพื่อดึงเอาจุดแข็งของทั้งสองระบบ และเพื่อให้เกิดความสมดุลในการประเมิน คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงมีมติบูรณาการเครื่องมือการประเมินที่ใช้ในการต่อต้านการทุจริตทั้ง 2 ระบบเข้าด้วยกัน เมื่อปี พ.ศ.2556 เรียกว่า

“การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ หรือ Integrity & Transparency Assessment : ITA”

วิธีการประเมินดังกล่าวจะดูจาก 1.ดัชนีชี้วัดความโปร่งใส (Transparency Index) หมายถึงการปฏิบัติราชการตามภารกิจของหน่วยงานที่มีความโปร่งใส มีระบบบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี หรือมีหลักธรรมาภิบาล (Good Govermance) โดยประเมินจากผู้ใช้บริการหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แบ่งเป็น 2 ตัวชี้วัด 9 ตัวชี้วัดย่อย ดังนี้

1.1 การดำเนินงานขององค์กร (Organization Operation) เช่น การเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้าง มาตรฐานการปฏิบัติงาน ความเป็นธรรม/ไม่เลือกปฏิบัติ นับรวมไปถึงการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงาน ผลสัมฤทธิ์การปฏิบัติราชการและการเข้าถึงข้อมูลตามภารกิจของหน่วยงาน

1.2 ระบบการร้องเรียนองค์กร (Organization Complaint System) เช่น การตอบสนองต่อข้อร้องเรียน ช่องทางการร้องเรียน และการแจ้งผลการร้องเรียน

2.ดัชนีความพร้อมรับผิด (Accountability Index) เป็นการวัดระดับความรับผิดชอบตามหน้าที่ของผู้ปฏิบัติงาน 3.ดัชนีความปลอดจากการทุจริตในการปฏิบัติงาน (Corruption-Free Index) เป็นการวัดระดับพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่มีการดำเนินการอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ เมื่อได้รับการเสนอเงื่อนไขพิเศษหรือจูงใจ เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ต่อตนเองหรือพวกพ้อง

4.ดัชนีวัฒนธรรมคุณธรรมในองค์กร (Intergrity Culture Index) ประเมินการปฏิบัติราชการตามภารกิจ โดยยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ มีระบบการต่อต้านการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ

5.ดัชนีคุณธรรมการทำงานในหน่วยงาน (Work Intergrity Index) หมายถึงระบบการบริหารงานของหน่วยงานที่ยึดระบบคุณธรรมความโปร่งใส มุ่งเน้นผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก

แยกย่อยเป็นการบริหารงานบุคคล, การบริหารงบประมาณ, ความเป็นธรรมในการมอบหมายงาน

ทั้งนี้ การประเมิน ITA ของ ป.ป.ช.ถูกกำหนดเป็นมาตรการเสริม เชิงบวกด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 2 (พ.ศ.2556-2560)

หนึ่งในหน่วยงานภาครัฐอย่าง…การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ถือเป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ของประเทศไทย ที่เข้าร่วมการประเมิน ITA ของ ป.ป.ช. มาตั้งแต่ปี 2557 จนถึงปัจจุบัน…โดยในปี 2557 ได้คะแนนเฉลี่ยในภาพรวมร้อยละ 77.87 เท่ากับ…มีระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานสูง ส่วนในปี 2558 ได้คะแนนเฉลี่ยในภาพรวมร้อยละ 89.86 เท่ากับ…มีระดับคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานสูงมาก

โดยได้คะแนนหัวข้อประเมินหลักอย่าง “ด้านความปลอดจากการทุจริต” ในการปฏิบัติงานสูงถึงร้อยละ 99.25 คะแนน “ด้านความพร้อมรับผิด” สูงถึงร้อยละ 97.20 และคะแนน “ด้านความโปร่งใส” สูงถึงร้อยละ 96.36

เสริมสกุล คล้ายแก้ว ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค บอกว่า ในปี 2559 นี้ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้รับคะแนนการประเมินเฉลี่ยในภาพรวมร้อยละ 89.86 อยู่ในกลุ่ม “ท็อปเทน” (อันดับที่ 9) จากหน่วยงานที่ได้รับการประเมินทั้งสิ้น 115 หน่วยงาน จนได้รับการประกาศ รางวัลดีเลิศแผนงาน “การไฟฟ้าโปร่งใส” จากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ถือเป็นรางวัลทรงคุณค่าต่อองค์กร เชิดชูเกียรติยศ ความภาคภูมิใจและสร้างขวัญกำลังใจเป็นอย่างสูงให้กับคณะกรรมการบริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตลอดจนผู้บริหารและพนักงาน

“ผลการประเมินข้างต้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์กรในการปลูกจิตสำนึก…สร้างความตระหนักให้ผู้บริหาร พนักงานทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตป้องกันการมีผลประโยชน์ทับซ้อน สร้างระบบกลไกในการตรวจสอบ ควบคุมถ่วงดุลอำนาจให้เหมาะสม ชัดเจน มีประสิทธิภาพ”

เพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนโดยปราศจาก “การเลือกปฏิบัติ”…อำนวยความสะดวกอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง ตอบสนองความต้องการ ความพึงพอใจตามข้อตกลงมาตรฐานคุณภาพการให้บริการของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค รวมถึงประชาชนได้รับความสะดวกรวดเร็ว

อีกนัยหนึ่งยังเป็นการลดขั้นตอน ระยะเวลาในการติดต่อ รับบริการจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคไปในที สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการติดตาม ตรวจสอบหรือแจ้งข้อมูลเบาะแสในการต่อต้านและป้องปรามการทุจริต เพื่อพัฒนากระบวนการดำเนินงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วยความโปร่งใสต่อไป

มั่นใจได้ว่า เราตรวจสอบได้ มีมาตรฐาน…เป็นแนวทางเดียวกันทั้งองค์กรที่ยั่งยืนเคียงคู่สังคมต่อไป

เสริมสกุล ย้ำว่า จะมุ่งมั่นที่จะนำกระบวนการทำงานต้นแบบการไฟฟ้าที่ดี นำร่องไปสู่การกำหนด “มาตรฐานการไฟฟ้าโปร่งใส” ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร ในพื้นที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค 12 เขตภายในปี 2559 และขยายผลไปยังการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคทุกแห่งทั่วประเทศ เป้าหมาย 186 แห่ง

ที่สำคัญในปี 2560 การไฟฟ้าสาขาและการไฟฟ้าสาขาย่อยจะเข้ารับการประเมินตามเกณฑ์นี้ 747 แห่ง เพื่อบรรลุผลการประเมิน “คุณธรรม” และ “ความโปร่งใส” ในการดำเนินงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จาก ITA ของ ป.ป.ช. ที่จะต้องได้คะแนนเฉลี่ยมากกว่าร้อยละ 90 ให้ได้

“ยุคคืนความสุข”…สังคมไทยต้านโกง ทุกหน่วยงาน ราษฎร์ รัฐ ต้องร่วมกันสร้างความเข้มแข็งยั่งยืน.

 

Leave a comment