“นริศร”แจงหลังผ่าตัดมือยุกยิกเสียบบัตรหลายครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/247181

สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่หนึ่ง, น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ป.ป.ช., นริศร, แจง, หลัง, ผ่าตัด, มือ, ยุกยิก, เสียบ, บัตร, หลายครั้ง
สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่หนึ่ง, น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ป.ป.ช., นริศร, แจง, หลัง, ผ่าตัด, มือ, ยุกยิก, เสียบ, บัตร, หลายครั้ง

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 28 ต.ค. 2559

“นริศร”แจงหลังผ่าตัดมือยุกยิกเสียบบัตรหลายครั้ง

“นริศร”แจงสนช.หลังผ่าตัดมือยุกยิก ชอบเสียบบัตรตัวเองหลายครั้ง ปัดเสียบแทนคนอื่น ด้าน “อุเดมเดช” ยันทำตามขั้นตอนถูกต้อง

 

28 ต.ค. — มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) โดยมีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่หนึ่ง  ทำหน้าที่ประธานในการประชุม เพื่อดำเนินการกระบวนการถอดถอนนายนริศร ทองธิราช อดีตส.ส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย ออกจากตำแหน่ง กรณีใช้บัตรลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ลงคะแนนแทนบุคคลอื่น ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557  ประกอบมาตรา 64 แห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งเป็นขั้นตอนซักถามของคณะกรรมาธิการซักถาม ทั้งนี้ที่ประชุมมีการเปิดคลิปบันทึกภาพการเสียบบัตรลงคะแนนของนายนริศร ที่ใช้บัตรลงคะแนนถึง 3 ใบในการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 ก.ย.และวันที่ 11 ก.ย. 2556  ด้วย

น.ส.สุภา ปิยะจิตติ ป.ป.ช. ตอบข้อซักถามว่า ได้มีการตรวจสอบคลิปทั้งหมดจนเชื่อได้ว่าเป็นของจริง ไม่มีการตัดต่อและจากการสอบถามเจ้าหน้าที่สภาฯ พบว่า นายนริศรมีบัตรลงคะแนนเพียงใบเดียว ไม่มีการออกบัตรสำรอง ดังนั้นแสดงให้เห็นว่านายนริศรใช้บัตรลงคะแนนเกิน 1 ใบ ซึ่งกำลังตรวจสอบอยู่ว่าอีก 2 ใบที่เหลือนั้นเป็นบัตรของใคร เพื่อจะได้จะดำเนินการต่อไป ส่วนการลงโทษทางคดีอาญานั้นถือว่านายนริศรมีความผิดตามมาตรา 123 และ123/1 ของกฎหมายป.ป.ช. เป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อให้คนอื่นได้ประโยชน์ ทั้งนี้ ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องไปยังอัยการเพื่อให้ดำเนินการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดำเนินการต่อไป โดยมีบทลงโทษจำคุก 1-10 ปี หรือทั้งจำและปรับ

นายนริศร กล่าวว่า ภาพในคลิปนั้นเป็นตนจริง ยอมรับว่าการฝากบัตรนั้นไม่ใช่เฉพาะนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร และนายคมเดช ไชยศิวามงคล อดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่ยังมีมาฝากอีกหลายคน แต่ยืนยันว่าได้กดบัตรใบเดียวซึ่งเป็นบัตรของตัวเอง ไม่เคยเสียบบัตรให้ใคร อย่างไรก็ตาม ตนเป็นโรคประสาท ชอบเสียบบัตรของตัวเองหลายใบ เพราะเป็นคนขี้ลืม โดยเฉพาะหลังจากผ่าตัดลิ้นหัวใจรั่วเมื่อปี 2554 นั้น ทำให้มือยุกยิก อยู่ไม่เป็นสุข ไม่อยู่นิ่ง ทั้งนี้ ตนเป็นคนมีเกียรติและศักดิ์ศรีในความเป็นส.ส. ดังนั้นจะมารับจ้างคนอื่นเสียบบัตรเพื่ออะไร แต่สงสัยว่าคลิปดังกล่าวมีการตัดต่อหรือไม่ โดยจะทำเรื่องถึงประธานสนช.เพื่อขอคลิปไปตรวจสอบ เพราะช่างภาพที่ไม่ยอมเปิดเผยชื่อนั้นเป็นบุคคลนิรนามที่อาจจะมาทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีขององค์กรนิติบัญญัติได้ อีกทั้งกรณีคลิปการกล่าวหานายยุทธพงศ์นั้นก็มีการพิสูจน์แล้วว่ามีการตัดต่อ ซึ่งนายยุทธพงศ์ได้ฟ้องดำเนินคดีกับคนเผยแพร่คลิปแล้วด้วย

จากนั้นคณะกรรมาธิการฯ ได้ซักถามคดีของนายอุดมเดช รัตนเสถียร อดีตส.ส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย กรณีสลับสับเปลี่ยนร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่มาส.ว.โดยกรรมาธิการฯ ซักถามป.ป.ช.ว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ยื่นต่อประธานสภาฯ เมื่อวันที่ 20 มี.ค.56 กับ 27 มี.ค.56 เมื่อเทียบกันแล้วแตกต่างอย่างไร และเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ส.ว.ที่หมดวาระแล้วสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องเว้นวรรคหรือไม่และการที่นายอุดมเดชอ้างว่า 4 สำนวนถอดถอนอดีตประธานรัฐสภา อดีตรองประธานรัฐสภา และอดีตสมาชิกรัฐสภาสนช.มีมติไม่ถอดถอนนั้น นำมาเทียบเคียงได้กับสำนวนนี้หรือไม่

น.ส.สุภา ตอบข้อซักถามดังกล่าวว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่นายอุดมเดชเสนอฉบับแรกกับฉบับหลังมีความแตกต่างกันถึง 3 จุด คือเรื่องหลักการ เนื้อหาในมาตรา 5 และเนื้อหาในมาตรา 6 ที่เสนอแก้ไขมาตรา 116 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ 50 เข้ามาด้วย ซึ่งเป็นการแก้ไขเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ส.ว.ที่พ้นวาระสามารถสมัครรับเลือกตั้งได้โดยไม่ต้องเว้นวรรค 2 ปี แม้ว่าข้าราชการของรัฐสภาจะให้การว่า ขั้นตอนการสลับเปลี่ยนร่างสามารถทำได้ก่อนที่ประธานรัฐสภาจะบรรจุระเบียบวาระเพราะเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ แต่เนื่องด้วยร่างที่นำมาแก้ไขมีการเปลี่ยนแปลงหลักการสำคัญ ไม่ใช่ข้อผิดพลาดเล็กน้อย ป.ป.ช.จึงเห็นว่า จะเอาเหตุเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติมาเทียบเคียงไม่ได้ ส่วนการที่นายอุดมเดชยกกรณีที่สนช.ไม่ถอดถอน 4 สำนวนมากล่าวอ้างนั้นไม่สามารถเทียบเคียงได้ เพราะกรณีของนายอุดมเดชเป็นความผิดเฉพาะตัว เพราะนำร่างที่มีการเปลี่ยนแปลงมาสลับโดยที่ไม่มีสมาชิกรัฐสภารับรองแม้แต่คนเดียว

จากนั้นคณะกรรมาธิการฯ ได้ซักถามนายอุดมเดชว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นที่มาของส.ว.เป็นการเอื้อประโยชน์ให้อดีตส.ว.ที่กำลังจะพ้นวาระหรือไม่ เหตุใดร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาส.ว.ที่ยืนต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 20 มี.ค.56 จึงมีสาระสำคัญไม่ตรงกับสำเนาที่แจกในการประชุมร่วมรัฐสภาถึง 3 จุด ทั้ง ๆ ที่ตัวเลขรับเดียวกันและเหตุใดจึงไม่ดำเนินให้ถูกต้องตามกฎหมายโดยนำฉบับแก้ไขไปให้สมาชิกรับรองใหม่

นายอุดมเดช ตอบข้อซักถามว่า เป็นคำถามที่มีความเข้าใจคลาดเคลื่อน ยืนยันว่าไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้อดีตส.ว.เพราะเป็นการให้โอกาสประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของอำนาจมีตัวเลือกเพิ่มในแต่ละพื้นที่ และคนเก่าลงสมัครก็ไม่ได้หมายความจะต้องได้รับเลือกตั้งโดยอัตโนมัติ อีกทั้งหลักการดังกล่าวก็ได้แถลงข่าวจนสื่อนำไปเสนอจนรับรู้ทั่วกันแล้ว เมื่อมีข้อท้วงติงจากสมาชิกรัฐสภาว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับแรกที่เสนอไปมีข้อบกพร่อง ไม่เป็นไปตามที่หารือกันและที่ได้แถลงข่าวไว้ จึงเสนอร่างเข้ามาใหม่ โดยที่เจ้าหน้าที่ก็ยืนยันว่าทำได้ เพราะตราบใดที่ประธานรัฐสภายังไม่ได้บรรจุระเบียบวาระถือว่ายังอยู่ในมือของสมาชิกอยู่ ยังแก้ไขได้ ยืนยันว่า ร่างรัฐธรรมนูญมีร่างเดียว และไม่ได้ทำตามอำเภอใจหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ แต่เป็นการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่วมเสนอ

จากนั้นนายสุรชัยได้นัดประชุมสนช.เพื่อรับฟังการแถลงปิดสำนวนด้วยวาจาของคู่กรณีในวันที่ 3 พ.ย. และลงมติถอดถอนหรือไม่ถอดถอนในวันที่ 4 พ.ย.

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า การซักถามของคณะกรรมาธิการซักถามนั้น เป็นคำถามที่ถามโดยนายสมชาย แสวงการ สมาชิกสนช. คนเดียวทั้ง 19 คำถาม

 

Leave a comment