ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ต.ค. 2559 06:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/745991

“สรรพากร” ยอมรับหมดเปลือก เรียกเศรษฐีไทยมาสอบกว่า 20 ราย เก็บภาษีย้อนหลัง เหตุช็อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนมหรูราคาแพงจากต่างประเทศ แต่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่ำเตี้ยยิ่งกว่ายาจก หลังเชื่อมโยงข้อมูลคอมพิวเตอร์กับสรรพากรกว่า 60 ประเทศภายใต้อนุสัญญาภาษีซ้อนสำเร็จเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแสข่าวส่งต่อกันในสื่อโซเชียลมีเดียที่ออกมาเตือนนักช็อปคนไทยที่ซื้อสินค้าจากต่างประเทศและได้ขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่สนามบินต่างประเทศก่อนที่จะบินกลับประเทศไทยนั้น ปรากฏว่ากรมสรรพากรต่างประเทศที่นักช็อปไทยเดินทางไปซื้อสินค้าจะส่งรายงานข้อมูลการซื้อสินค้าดังกล่าวให้แก่กรมสรรพากรไทย เพื่อดำเนินการตรวจสอบภาษีย้อนหลังว่า ซื้ออะไรมาและราคาเท่าไรบ้าง
หลังจากนั้นไม่เกิน 1 ปี กรมสรรพากรไทยจะทำหนังสือส่งมาที่บ้านที่เป็นเจ้าของสินค้าเพื่อเชิญให้มาพบเพื่อชี้แจงคือ 1.ชี้แจงภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาว่าเอาเงินที่ไหนมาซื้อเมื่อเทียบกับประวัติการยื่น ภ.ง.ด.90, 91 (ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา) ที่ผ่านมานั้น เสียภาษีแบบคนจน แต่ดันช็อปสินค้าแบบคนรวย และ 2.สินค้าที่นำเข้าดังกล่าวยังต้องภาษีแวตนำเข้า 7% บวกเบี้ยปรับ 2 เท่า และเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือน
โดยข้อมูลในโซเชียลมีเดียยังย้ำเตือนนักช็อปคนไทยอีกด้วยว่า หากช็อปไม่เกินหลักแสนหรือแสนต้นๆ อาจจะรอด เพราะถือเป็นรายเล็ก แต่ถ้าหากช็อปเพลินใช้ทะลุหลักแสนกลาง-ปลาย หรือหลักล้าน ก็จะมีโอกาสโดนเก็บภาษีย้อนหลังสูงมาก นอกจากนี้ยังโดนกรมศุลกากรไทยตรวจสอบอีกเป็นดาบ 3 โดยจะถูกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ กรณีสินค้าดังกล่าว มีราคาเกินกว่า 20,000 บาทจะถูกบวกเบี้ยปรับ 2-4 เท่าอีกด้วย
ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร กล่าวยอมรับว่า กระแสข่าวที่เกิดขึ้นในโลกโซเชียลมีเดียนั้น เป็นความจริงทุกประการ ซึ่งขณะนี้กรมสรรพากรอยู่ระหว่างการเชิญคนไทยที่ซื้อสินค้าราคาแพงๆ จากต่างประเทศมาตรวจสอบการเสียภาษีย้อนหลังประมาณ 10-20 รายแล้ว ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากความร่วมมือทางด้านข้อมูลภาษีระหว่างไทยกับต่างประเทศตามสนธิสัญญาภาษีซ้อนที่กรมสรรพากรไทยลงนามเอาไว้กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกประมาณ 60 ประเทศ เช่น สหภาพยุโรป สหรัฐฯ อินเดีย ออสเตรเลีย สิงคโปร์ ฮ่องกง และอีกหลายประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง
“ข้อมูลภาษีของกรมสรรพากรไทย กับข้อมูลภาษีของสรรพากรต่างประเทศที่มีข้อตกลงในสนธิสัญญาภาษีซ้อน เกือบทั้งหมดสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ เพราะประเด็นเรื่องนักช็อปที่ซื้อสินค้าแพงๆ หรูๆในต่างประเทศก็เป็นสิ่งที่สรรพากรไทยสงสัยมานาน และในประเด็นเดียวกัน สรรพากรต่างประเทศก็สงสัยเหมือนกันว่าคนของเขาเดินทางมาซื้ออะไรที่ประเทศไทย ใช้จ่ายเงินในต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน และในกรณีที่นักช็อปซื้อสินค้าแพงๆ ในต่างประเทศนั้น คนผู้นั้นได้เสียภาษีให้แก่ประเทศชาติของตนเองมากน้อยแค่ไหน ถ้าหากพบว่ามีการซื้อสินค้าราคาแพงๆในต่างประเทศ แต่กลับยื่นเสียภาษีรายได้น้อยๆ ก็แสดงให้เห็นว่าคนคนนั้นหลบเลี่ยงภาษีอย่างแน่นอน”
สำหรับบุคคลที่เข้าข่ายต้องเสียภาษีช็อปปิ้งสินค้าราคาแพงในต่างประเทศ มีเพียงกรณีเดียวคือ ซื้อสินค้าที่มีราคาแพงเกินกว่ารายได้ที่เสียภาษีให้แก่กรมสรรพากร เช่น มีรายได้ปีละ 500,000-600,000 บาท แต่ซื้อกระเป๋าหรูราคา 700,000 บาท หรือ 1 ล้านบาท อย่างนี้ก็ถือว่ามีความร่ำรวยผิดปกติ โดยกรมสรรพากรจะเปิดโอกาสให้นักช็อปที่ถูกกล่าวหา นำหลักฐานมาแสดงถึงแหล่งที่มาของรายได้เพื่อชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่สรรพากรในการสืบหาข้อเท็จจริง ซึ่งในกรณีนี้หากไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของ
รายได้ได้ ก็จะถูกเก็บภาษีย้อนหลังจากการยื่นภาษีไม่ครบถ้วนและยังถูกเปรียบเทียบปรับ 2 เท่าของภาษีที่ขาดหายไปและเงินเพิ่มอีก 1.5% ต่อเดือน ตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้เสียภาษี
นอกจากนี้ กรณีสินค้าราคาแพงที่นำเข้าในราชอาณาจักร หากมีราคาเกินกว่า 20,000 บาท ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) เนื่องจากกฎหมายศุลกากรอนุญาตให้นักท่องเที่ยวไทยซื้อสินค้าและนำติดตัวเข้ามาในประเทศได้ในราคาไม่เกิน 20,000 บาท หากสินค้ามีมูลค่าเกินกว่า 20,000 บาท ต้องเสียภาษีแวตและยังต้องเสียภาษีอากรของสินค้านั้นๆ ด้วย ส่วนกรณีที่นักช็อปสินค้ามีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่า เงินที่ใช้ในการซื้อสินค้าจากต่างประเทศเป็นรายได้ที่หามาอย่างสุจริตมีแหล่งที่มาอย่างชัดเจน กรม สรรพากรจะไม่เรียกเก็บภาษีเพิ่มเติม
ด้านนายกุลิส สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ขณะนี้กรมศุลกากรอยู่ระหว่างเชื่อมโยงข้อมูลนักช็อปไทยที่กลับมาจากต่างประเทศเชื่อมโยงข้อมูลกับกรมสรรพากร ซึ่งได้หารือหลายครั้งแล้ว คาดว่าในกลางปีงบประมาณ 2561 ระบบคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากรกับกรมสรรพากรจะเชื่อมโยงได้ทั้งหมด โดยในส่วนของกรมศุลกากรจะเพิ่มระบบเอกซเรย์ตรวจกระเป๋าผู้เดินทางเข้าภายในประเทศทุกใบจากเดิมสุ่มตรวจ
“การเพิ่มเครื่องเอกซเรย์ตรวจกระเป๋าผู้โดยสารขาเข้ามีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันประเทศ ทั้งทางด้านยาเสพติดและก่อการร้าย โดยกระเป๋าทุกใบที่ผ่านจากเครื่องเอกซเรย์จะมีสติกเกอร์ติดอยู่เพื่อแยกแยะชนิดสินค้าที่อยู่ในกระเป๋า เช่น สติกเกอร์สีแดง หมายถึง มียาเสพติดหรือวัตถุอันตราย สติกเกอร์สีเขียวมีพืชผลหรือสินค้าเกษตร หรือสีเหลืองมีสินค้าหรูราคาแพงอยู่ในกระเป๋า เป็นต้น ซึ่งวิธีการนี้เจ้าหน้าที่ของกรมศุลฯไม่ต้องสุ่มตรวจกระเป๋าผู้โดยสารอีกต่อไป แต่จะทราบทันทีที่เห็นสติกเกอร์สีต่างๆบนกระเป๋าของผู้โดยสาร”.