ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
15 กันยายน 2559 เวลา 10:01 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/454525

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สถานการณ์ทางการเมืองเวลานี้นับว่าอยู่ในช่วงบรรยากาศไม่เดือดแต่ไม่สงบ เพราะส่วนหนึ่งกำลังจับจ้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญในฐานะองค์กรที่จะทำการชี้ขาดว่าร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้จัดทำ ซึ่งบัญญัติคำถามพ่วงไว้ในร่างรัฐธรรมนูญด้วยสอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ
ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญสอดคล้องกับผลประชามติ ทุกอย่างจะเดินหน้าไปตามโรดแมป แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นแรงกดดันทั้งหมดจะกลับไปที่ กรธ.อีกครั้ง เพราะ กรธ.ต้องทำหน้าที่แก้ไขให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
ก่อนที่การเมืองจะไปถึงจุดนั้น เวลานี้คงต้องกลับมาดูสถานการณ์ ณ ปัจจุบันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ
กรธ.กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ภายหลังร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้ กรธ.มีหน้าที่ต้องยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ ให้เสร็จภายใน 240 วันก่อนส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) โดยมีร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับ ที่จะต้องเร่งทำให้เสร็จก่อนใครเพื่อนเพื่อพาประเทศไปสู่การเลือกตั้ง
ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่ว่านั้น ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.พรรคการเมือง และ 4.คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถ้ากฎหมายเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นภายใน 150 วัน โดยตามโรดแมปที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดไว้จะอยู่ในช่วงต้นปี 2560
แม้เวลานี้ร่างรัฐธรรมนูญจะยังไม่มีผลบังคับใช้ เพราะอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ กรธ.ก็เริ่มเดินหน้าเก็บข้อมูลเพื่อทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญไปพอสมควรแล้วด้วยการเชิญสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กกต.และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มาให้ความคิดเห็น
ทั้งนี้ ต้องโฟกัสไปที่ความเคลื่อนไหวของ กกต. เพราะกำลังทยอยเสนอความเห็นเกี่ยวกับจัดทำกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง
ล่าสุด กกต.ได้ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองมาให้กับ กรธ. มีสาระสำคัญ คือ การควบคุมการจัดนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง
“ก่อนประกาศนโยบายดังกล่าว พรรคการเมืองต้องจัดทำการวิเคราะห์ผลกระทบ ความคุ้มค่า และความเสี่ยงของนโยบายนั้น และส่งข้อมูลการวิเคราะห์นโยบายต่อ กกต.เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้”
“(1) ที่มาของงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินนโยบาย (2) ระยะเวลาในการดำเนินนโยบาย (3) ความคุ้มค่าและประโยชน์ในการดำเนินนโยบาย (4) ผลกระทบและความเสี่ยงในการดำเนินนโยบาย ทั้งนี้ กรณีที่พรรคการเมืองไม่ดำเนินการตามกรอบ กกต.สามารถสั่งระงับการประกาศโฆษณานโยบายดังกล่าว” เนื้อหาบางส่วนจากร่างกฎหมายของ กกต.
ขณะเดียวกัน กกต.กำลังจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. ซึ่งมีประเด็นสำคัญตรงที่พรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครไม่น้อยกว่า 50% ของเขตเลือกตั้งทั้งหมด 350 เขตเลือกตั้ง ประมาณ 175 เขต ผู้ถูกเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคนั้นต้อง ดีเบตผ่านทางสถานีโทรทัศน์ 5-6 ครั้ง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าข้อเสนอของ กกต.ในแต่ละประเด็นถือว่าเป็นเรื่องใหม่ที่ประเทศไทยไม่เคยสัมผัสมาก่อน ซึ่งเป็นดาบสองคมที่นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้องและผิดพลาดอย่างที่คาดไม่ถึง
ด้านหนึ่งเสมือนเป็นการตีกรอบให้กับพรรคการเมืองมากเกินไปหรือไม่ อย่างเช่นการควบคุมนโยบายหาเสียงของพรรคการเมือง เพราะถ้าจะว่ากันตามหลักการแล้วพรรคการเมืองก็ควรมีอิสระในการกำหนดนโยบายหาเสียง
แม้ที่ผ่านมาจะมีปัญหาว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่เมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้วจะใช้นโยบายประชานิยมที่ส่งผลกระทบต่อการเงินการคลัง แต่ต้องไม่ลืมว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.ก็ได้วางกลไกตรวจสอบไว้แล้ว
โดยให้ กกต. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบการทำงานและส่งคำเตือนไปที่รัฐบาลได้อยู่แล้ว ดังนั้น หากวางกลไกตรวจสอบนโยบายเพิ่มเข้าไปอีกหนึ่งชั้น ย่อมมีคำถามตามมาว่าจะกระทบต่อหลักเสรีภาพของพรรคการเมืองหรือไม่
ไม่ต่างอะไรกับการเสนอแนวทางให้ว่าที่นายกฯ ดีเบต ซึ่งส่วนหนึ่งก็อาจเป็นช่องให้เกิดการใส่ร้ายป้ายสีทางการเมืองมากกว่านำนโยบายมาเสนอแข่งกัน
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับ กรธ.ว่าจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างไร เพราะร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติให้ กรธ.เป็นฝ่ายจัดทำและเสนอไปยัง สนช. เรียกได้ว่า กรธ.มีอำนาจตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว
ดังนั้น หาก กรธ.รับยาแรงจาก กกต.เพื่อมาดำเนินการให้เป็นจริง โอกาสที่การเมืองจะเกิดความขัดแย้งที่เป็นผลมาจากเงื่อนไขทางกฎหมายอีกครั้งก็มีความเป็นไปได้
อยู่ที่ กรธ.แล้วว่าจะตัดสินใจอย่างไรเพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับได้มากที่สุด