ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
31 ตุลาคม 2559 เวลา 10:23 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/462773

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รายล้อมไปด้วยอุปสรรคอยู่ไม่น้อย ไล่มาตั้งแต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เนื้อหาที่จัดทำมาก็ไม่ได้ขี้เหล่ แต่กลับมาเจอสถานการณ์ขัดแข้งขัดขากันเอง จนสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติไม่ให้ความเห็นชอบ
เมื่อภารกิจมาถึงปรมาจารย์ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) อาจจะมีปัญหาไม่มากเท่ากับชุดก่อน เพราะส่วนหนึ่งหลายฝ่ายเกรงบารมีของอาจารย์มีชัย แต่กว่าจะผ่านประชามติไปได้ ก็เล่นเอาเหงื่อตกเหมือนกัน
เท่านั้นยังไม่พอ เสร็จศึกประชามติก็ต้องมารบเรื่องคำถามพ่วงกับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ต้องการให้ กรธ.เขียนลงไปในร่างรัฐธรรมนูญเลยว่า สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติเลือกได้ แต่ กรธ.ก็ค้านหัวชนฝาและเมินข้อเสนอ จึงต้องไปลุ้นที่ศาลรัฐธรรมนูญอีกรอบ
แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้พิจารณาในเรื่องการให้หรือไม่ให้ สว.มีสิทธิเสนอชื่อนายกฯ จึงสรุปว่า การเลือกนายกฯ ครั้งหน้าจะมีเฉพาะ สส.เท่านั้นที่สามารถเสนอชื่อได้ ส่วน สว.มีหน้าที่ยกมือเฉยๆ ว่าจะเห็นชอบหรือไม่เท่านั้น
อย่างไรก็ตาม งานของ กรธ.ยังไม่ได้จบแค่นี้ เพราะมีศึกใหญ่รออยู่ คือ การจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ กรธ.ที่รอให้มีผลบังคับใช้นั้นกำหนดให้ กรธ.ต้องทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ จำนวน 10 ฉบับ ประกอบด้วย 1.การเลือกตั้ง สส. 2.การได้มาซึ่ง สว. 3.พรรคการเมือง 4.คณะกรรมการการเลือกตั้ง 5.การตรวจเงินแผ่นดิน 6.คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 7.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต 8.วิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 9.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง และ 10.ผู้ตรวจการแผ่นดิน
ทันทีที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ กรธ.ต้องส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้ สนช.ภายใน 240 วัน และ สนช.จะมีเวลาพิจารณาให้เสร็จภายใน 60 วัน นับตั้งแต่ที่ได้รับร่าง พ.ร.บ.จาก กรธ.
ภารกิจนี้ กรธ.ได้ดำเนินการเอาไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งจำนวน 4 ฉบับ เพราะไม่ต้องการให้โรดแมปของ คสช.ได้รับผลกระทบ แต่งานที่รออยู่ข้างหน้ากลับไม่ได้ง่ายอย่างที่ กรธ.และ คสช.คิดเอาไว้
ปฏิเสธไม่ได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางการเมืองครั้งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการทำให้รัฐสภาไม่มีเสียงข้างมากแบบเด็ดขาด ประกอบกับล่าสุด กรธ.มีความคิดจะให้พรรคการเมืองสามารถจัดตั้งง่ายขึ้น ยิ่งทำให้ส่วนแบ่งอำนาจทางการเมืองไม่กระจุกอยู่กับพรรคการเมืองไม่กี่พรรคอีกต่อไป
“เนื้อหาที่พิจารณาในเบื้องต้น คือ กำหนดให้การจัดตั้งพรรคการเมืองสามารถดำเนินการได้ โดยการริเริ่มจัดตั้งพรรคการเมืองจากคณะผู้เริ่มไม่น้อยกว่า 15 คน ซึ่งยื่นรายละเอียดไว้ต่อ กกต. จากนั้นให้ผู้ริเริ่มดำเนินการหาสมาชิกพรรคการเมืองให้ได้ไม่น้อยกว่า 500 คน ต้องมีสัดส่วนสมาชิกที่กระจายตัวไปในแต่ละภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และด้วยวิธีการที่ผู้ริเริ่ม พร้อมด้วยสมาชิกซึ่งไม่น้อยกว่า 500 คน สามารถยื่นจัดตั้งพรรคการเมืองต่อ กกต.ได้ทันที”อุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. เปิดเผยถึงความคืบหน้า
การตีแสกหน้าพรรคการเมืองเช่นนี้ ย่อมนำมาซึ่งแรงต่อต้านจากฝ่ายการเมืองในอนาคต ซึ่งฝ่ายการเมืองย่อมนำมากล่าวอ้างว่าเป็นการทำลายเสถียรภาพทางการเมืองมากกว่าจะเป็นการปฏิรูปประเทศ
ด้วยกระแสต่อต้านที่กำลังเริ่มก่อตัว กรธ.จึงจำเป็นต้องหาแนวร่วมเพื่อมาเป็นกันชน ดังจะเห็นได้จากการเตรียมวางกลไกรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั่วประเทศ ในช่วงเดือน พ.ย.
อาทิ การให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ สุ่มสัมภาษณ์ความเห็นประชาชนทุกจังหวัด จำนวน 2.6 หมื่นคน ว่ามีความคิดเห็นต่อร่างกฎหมายลูกอย่างไร ทั้งในเรื่องมาตรการและกลไกที่ทำให้พรรคการเมืองเป็นของประชาชน การมีส่วนร่วมของสมาชิกพรรค รวมถึงการกลั่นกรองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ขณะเดียวกันเตรียมเปิดเวทีระดมความคิดเห็นครั้งใหญ่ในวันที่ 16 พ.ย. ซึ่ง กรธ.ได้เชิญตัวแทนพรรคการเมืองมาร่วมด้วย
กระบวนการเหล่านี้จะเป็นหนึ่งในกลไกของ กรธ.ที่ใช้เป็นความชอบธรรมเพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั้ง 4 ฉบับ มีบาดแผลน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดย กรธ.ผ่านสนามรบประชามติได้ ก็ด้วยการใช้กระบวนการเช่นนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายได้มีพื้นที่แสดงความคิดเห็นและลดความขัดแย้ง
แต่กระนั้นใช่ว่าแรงต้านที่เกี่ยวกับเนื้อหาในร่างกฎหมายลูกจะมีแต่เฉพาะฝ่ายการเมืองอย่างเดียว เพราะแม้แต่ สนช.ในฐานะผู้กลั่นกรองสุดท้ายก็ไม่ปลื้มเนื้อหาของ กรธ.เช่นกัน และอาจใช้อำนาจนิติบัญญัติเพื่อแก้ไขเนื้อหาสำคัญบางส่วน
เห็นแบบนี้แล้วอย่าได้แปลกใจว่าทำไม กรธ.ถึงขยับตัวหาแนวร่วมตั้งแต่หัววัน