คสช.ปลดภาระศาลทหาร วางเป้าหมายสร้างปรองดอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

14 กันยายน 2559 เวลา 10:34 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/454332

คสช.ปลดภาระศาลทหาร วางเป้าหมายสร้างปรองดอง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองไทยในห้วงเวลาผ่านพ้นการทำประชามติเกิดจุดน่าสนใจอีกครั้ง ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งที่ 55/2559 ให้คดีที่เกี่ยวกับความมั่นคง และคดีอาวุธปืน เครื่องกระสุน หรือวัตถุระเบิดที่ใช้เฉพาะแต่การสงคราม ให้กลับมาอยู่ในอำนาจการพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมจากเดิมที่อยู่ในอำนาจของ ศาลทหาร

วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้อธิบายถึงสาระสำคัญของคำสั่งดังกล่าวว่า “มีผลตั้งแต่วันที่ 12 ก.ย. ที่มีการประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช. หากมีการกระทำผิดก็จะต้องไปขึ้นศาลพลเรือน ส่วนคดีเดิมที่อยู่ในศาลทหาร ไม่สามารถโอนมาศาลปกติได้ เนื่องจากบางคดีก็มีการสืบพยานไปแล้ว หากโอนมาจะทำให้เกิดความยุ่งยาก

คดีที่อยู่ในศาลทั้งหมดมี 1,500 คดี และพิจารณาแล้วเสร็จ 1,000 คดี ค้างอยู่อีก 500 คดี ที่อยู่ระหว่างการพิจารณา ส่วนผู้ที่กระทำความผิดโดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับพวกที่ต้องรับผิดตาม พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร คือผู้ที่กระทำผิดในพื้นที่ที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกคือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กับทหารที่ทำความผิด ทั้งหมดก็ต้องขึ้นศาลทหาร”

เดิมทีเมื่อครั้ง คสช.ลงมือรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2557 ในช่วงแรกที่อยู่ยังคงใช้ประกาศกฎอัยการศึก คสช.ออกคำสั่งให้ศาลทหารเข้ามามีบทบาทในการเข้าตัดสินคดีความมั่นคงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

คำสั่ง คสช.ที่ออกมาในเวลานั้นทำให้คดีความมั่นคงต้องขึ้นสู่การพิจารณาของศาลทหาร จากเดิมที่ต้องใช้กลไกของศาลยุติธรรม

แม้ศาลทหารจะมีอำนาจในทางตุลาการเฉกเช่นเดียวกับศาลยุติธรรม แต่มีวิธีการพิจารณาความและสิทธิของผู้ต้องหาที่ได้รับแตกต่างกับศาลยุติธรรมปกติ โดยเว็บไซต์ไอลอว์ (ilaw.or.th) ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของผู้ต้องหาที่จะได้รับระหว่างศาลทหารและศาลยุติธรรมพอสังเขปว่า “สิทธิของผู้ต้องหาที่ขึ้นศาลทหารแตกต่างกับสิทธิในการขึ้นศาลพลเรือนโดยปกติแล้วไม่ต่างกัน เว้นแต่เป็นศาลทหารในเวลาไม่ปกติ เวลาที่ประกาศกฎอัยการศึกจะไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา”

เมื่อ คสช.นำกลไกของศาลทหารมาใช้ตัดสินคดีแทนที่จะปล่อยให้เป็นกลไกผ่านศาลยุติธรรมตามปกติ จึงแลกมาด้วยภาพลักษณ์ของ คสช.ในเรื่องสิทธิมนุษยชนที่ต้องเสียไป ซึ่งส่งผลลามไปถึงการต่อรองของประเทศไทยในเวทีการค้าโลกที่ลดลงด้วย

แต่มองในอีกมุมหนึ่ง คสช.เองยอมที่จะแลกและกล้าได้กล้าเสีย เพราะ คสช.ต้องการใช้อำนาจเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ โดยหวังว่าเมื่อฝ่ายตรงข้ามไม่มีทางเดิน จะช่วยให้ประเทศกลับเข้าสู่ความสงบได้ในระดับที่มากพอที่จะช่วยให้ คสช.บริหารประเทศตามโรดแมปไปได้อย่างราบรื่นมากที่สุด

ในที่สุดมาถึงจุดหนึ่ง คสช.ก็ยอมถอยออกมาหนึ่งก้าว

แม้รองนายกฯ วิษณุ จะระบุการโอนคดีจากศาลทหารจะกระทำเฉพาะคดีที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ 12 ก.ย.เท่านั้น ส่วนคดีที่อยู่ในสารบบก่อนหน้านั้นยังคงต้องพิจารณาด้วยระบบศาลทหารต่อไป แต่การให้ศาลทหารไม่ต้องทำคดีความมั่นคงเพิ่มเติมอีก นับเป็นย่างก้าวทางการเมืองที่สำคัญของ คสช.

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการตัดสินใจของ คสช.ในกรณีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ

การออกเสียงประชามติ เมื่อวันที่ 7 ส.ค.ที่ผ่านมา เป็นหลักไมล์สำคัญที่ทำให้ คสช.ต้องเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อความมั่นคงในเรื่องการเมืองใหม่ไปพอสมควร เริ่มยอมให้ฝ่ายตรงข้ามแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์มากขึ้น เวทีวิชาการบางแห่งที่เคยเป็นสิ่งต้องห้ามก็สามารถทำได้มากขึ้น จะขาดไปแค่เพียงการยอมให้พรรคการเมืองประชุมพรรคเท่านั้น

การปลดเปลื้องภาระของศาลทหารที่ไม่ต้องพิจารณาคดีความมั่นคงเพิ่ม จึงเป็นสัญญาณหนึ่งของ คสช.ที่ต้องการสร้างบรรยากาศทางการเมืองให้ดีขึ้น

ประเทศไทยมาถึง ณ จุดนี้ ถือว่ากำลังสู่ความเป็นประชาธิปไตยอีกครั้งอย่างเต็มตัว เหลือแค่การรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีความเห็นอย่างไรต่อร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่งบัญญัติใส่คำถามพ่วงเข้าไป จากนั้นเมื่อร่างรัฐธรรมนูญมีผลบังคับใช้เมื่อไหร่กลไกการเปลี่ยนผ่านโดยเฉพาะการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในปี 2560 ก็เดินเครื่องได้ทันที

อีกทั้ง ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนจากหลายสำนัก ระบุเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นห่วงปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองพร้อมๆ กับสนับสนุนการทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ จึงอาจเป็นไปได้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ยอมถอยหนึ่งก้าวเพื่อแลกกับการสร้างบรรยากาศทางการเมืองเพื่อนำไปสู่การปรองดองในอนาคต

ดังนั้น ด้วยเหตุผลนี้จึงไม่มีประโยชน์อะไรที่ คสช.จะให้ศาลทหารเข้ามาทำคดีความมั่นคงอีกต่อไป ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมปกติ กลับกันจะเป็นผลดีกับ คสช.ที่ไม่ต้องมาแบกรับความกดดันด้วย

 

Leave a comment