ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
02 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:16 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/463134

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง แต่สุดท้ายก็เป็นเรื่องจนได้ เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ปล่อยวาทะเด็ดออกมา ซึ่งส่งผลในทางการเมือง ไม่มากก็น้อย หลังจากเมื่อวันที่ 31 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ พล.อ.ประวิตร ถึงปัญหาราคาข้าวตกต่ำและถูกกว่าปุ๋ย โดยได้คำตอบมาว่า “ผมไม่ทราบ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็ไปขายปุ๋ยแทน”
เป็นประโยคเพียงไม่กี่คำ แต่ก็ให้อารมณ์ในทางการเมืองพอสมควร เพราะต้องยอมรับว่าปัญหาราคาข้าวในเวลานี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลยังแก้ไขไม่ได้
ในเชิงโครงสร้าง เดชรัต สุขกำเนิดหัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า “ราคาข้าวที่ลดลงเกิดจากราคาในตลาดโลกมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับภัยแล้งที่เกิดขึ้นปีนี้ทำให้ชาวนาภาคกลางต้องทำนาล่าช้า ผลผลิตจึงจะออกมาชนกับภาคอีสานในช่วงเดือน พ.ย. ทำให้ราคาข้าวลดลงไปอีก”
เช่นเดียวกับ ประภาส ปิ่นตบแต่งอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า “ไทยมีการผลิตข้าวคุณภาพดีน้อยมาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนข้าวทั้งหมด โดยกลุ่มชาวนา ส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ยังผลิตข้าวแข็งคุณภาพต่ำเพื่อใช้ในการส่งออก และบางส่วนนำมาหุงกินไม่ได้ ต้องใช้ในการผลิตแป้งเส้นแทน ดังนั้นกลุ่มนี้ควรมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งจากความช่วยเหลือของรัฐบาล รวมทั้งการปรับตัวของชาวนาเอง แต่ต้องอยู่ภายใต้คำแนะนำของภาครัฐเช่นกัน”
เมื่อปัญหาราคาข้าวเป็นเรื่องเชิงโครงสร้างและมีปัจจัยที่มีผลหลายประการ ก็ย่อมเป็นเรื่องที่รัฐบาลสามารถกล่าวอ้างเพื่อขอเวลาในการแก้ไขปัญหาได้ แต่การที่สร้างวาทกรรมในลักษณะเช่นนั้นของหนึ่งในผู้นำทางการเมือง อาจมีโอกาสถูกนำไปขยายผลในทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะไม่ต่างอะไรกับการซ้ำเติมปัญหาให้กับผู้เดือดร้อน
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เคยมีวาทกรรมย้อนศรจนกลายเป็นประเด็นมาแล้ว
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อครั้งประเทศเจอกับปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ก็มีคำพูดจากนายกฯ ออกมาว่า “เราก็แก้ปัญหาทั้งระบบอยู่ แต่ไม่รู้เกษตรกรจะใจเย็นพอหรือไม่ จะขอราคายางที่ 90-100 บาท ขอถามว่าตอนนี้เราขายได้แค่ 60-70 บาท แล้วจะไปขายให้ใครในโลกนี้ สนับสนุนปลูกยางพารากันอย่างนี้คงต้องไปขายที่ดาวอังคารแล้ว” (15 ก.ย. 2557)
ไม่ต่างอะไรกับกรณีตอนเจอปัญหาราคามะนาวเมื่อปี 2558 พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า “ยอมรับว่าแพงมาทั้งชาติ เพราะเริ่มเข้าสู่ฤดูแล้ง แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีการค้นคิดนำมะนาวมาปลูกลงในกระถางเพื่อเก็บไว้กินเอง ซึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องดี จากนี้ไปขอให้ทุกบ้านไปปลูกมะนาวในกระถางเอาไว้กินเอง จะได้ไม่ต้องมาบ่น ต้องหัดช่วยเหลือตัวเองกันบ้าง” (18 มี.ค. 2558)
การทำงานของรัฐบาลชุดนี้มีจุดเด่นคือ การมีเสถียรภาพทางการเมือง ช่วยให้การออกกฎหมายเพื่อเป็นกลไกในการบริหารราชการแผ่นดินเดินหน้าไปอย่างมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยที่ช่วยให้ประเทศไม่มีม็อบการเมืองเหมือนอดีตที่ผ่านมา
ทว่า ท่ามกลางจุดแข็งกลับมีจุดอ่อนที่ปรากฏออกมาให้เห็นเด่นชัดเช่นกัน คือ การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนได้จากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนหลายสำนักที่ต่างระบุตรงกันว่าประชาชนยอมรับการทำงานด้านการรักษาความสงบ แต่ก็เป็นห่วงปัญหาเรื่องปากท้องและผลผลิตทางการเกษตร
แม้หลายฝ่ายจะยังยอมรับการทำงาน ทั้งๆ ที่ยังมีอีกหลายปัญหาที่ไม่อาจ แก้ไขได้สัมฤทธิผล แต่การแสดงออกทางการเมืองของรัฐบาลต่อปัญหาเศรษฐกิจเช่นนี้ ย่อมนำมาซึ่งความเปราะบางทางการเมืองแบบไม่ต้องสงสัย
ปฏิเสธไม่ได้ว่า คสช.อยู่ในที่สว่าง ซึ่งเป็นภูมิศาสตร์ที่ง่ายต่อการถูกโจมตีทางการเมืองจากฝ่ายตรงข้าม โดยที่ผ่านมา คสช.ก็เพลี่ยงพล้ำมาหลายครั้งเพราะการแสดงท่าทีต่อปัญหาเศรษฐกิจที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่โชคดีที่ผ่านมาได้แบบไม่มีบาดแผลฉกรรจ์มากนัก ส่วนหนึ่งเนื่องจากหลายฝ่ายยังให้โอกาสอยู่
แต่มาถึงเวลานี้ เข้าสู่ตอนปลายอำนาจของ คสช. เนื่องจากประเทศกำลังเปลี่ยนเข้าสู่การเลือกตั้งอีกครั้ง จึงย่อมเป็นช่วงอ่อนไหวต่อการถูกโจมตีได้ง่ายอย่างต่อเนื่อง เพื่อสกัดกั้นไม่ให้ผู้นำของ คสช.อวตารตัวเองเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกตามเส้นทางที่ร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงได้วางเอาไว้
ในอนาคตหลังการเลือกตั้ง นักการเมืองอาจมีความชอบธรรมน้อยต่อการ กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง แต่ครั้นจะให้นายกรัฐมนตรีคนนอกมาจาก คสช.อีกคำรบหนึ่งนั้นก็ย่อมเป็นคำถามตัวใหญ่ที่ต้องหาคำตอบให้กับสังคมให้ชัดเจนเช่นกัน หลังจากเคยมีโอกาสมาแล้ว 2 ปี แต่ผลงานของ คสช.ที่เห็นและเป็นอยู่ก็เป็นคำตอบอย่างดีว่า คสช.ควรได้รับโอกาสอีกครั้งหรือไม่
ดังนั้น หากปล่อยไว้จนบานปลาย คสช.อาจจะเจอกับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เป็นได้