ซี.พี.ลุยธุรกิจสังคมสูงอายุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 8 ต.ค. 2559 05:45

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/747052

 

“ธนินท์” แนะแต่งตัวรับลงทุนอุตสาหกรรม 4.0

เจ้าสัวธนินท์ แนะรัฐแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรค หวังดึงต่างชาติลงทุนอุตสาหกรรม 4.0 ในไทย เปิดแผน ซี.พี.ลุยธุรกิจดูแลสังคมผู้สูงอายุครบวงจร พร้อมผนึกพันธมิตรระดับโลก ผลิตอาหารรองรับโลกอนาคต “ชาติศิริ” ชี้เออีซีสดใสต่างชาติแห่ลงทุน ช่วง 10 ปีจะมีเม็ดเงินทำโครงสร้างพื้นฐานกว่า 280 ล้านล้านบาท

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) กล่าวในงานสัมมนานิเคอิ เอเชีย 300 โกลบอล บิสซิเนส ฟอรั่ม ในหัวข้อ “พันธมิตรระดับโลกในยุคโลกนิยม” ว่า ภาพรวมของโลกขณะนี้เป็นเศรษฐกิจที่จะไม่มีพรมแดนอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งจะก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของทุกส่วนธุรกิจในโลกจะเป็นช่วงที่มีช่องว่างของการเปลี่ยนแปลงให้ธุรกิจใหม่ๆ สตาร์ท อัพ เกิดขึ้นได้ภายใต้การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ขณะที่ธุรกิจขนาดใหญ่อยู่แล้วจะต้องเปลี่ยนแปลงไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น ก้าวสู่การใช้แรงงานหุ่นยนต์ การทำงานภายใต้โครงข่ายอินเตอร์เน็ตที่ทำให้คนเราสามารถทำงานได้ทุกที่ และภายใต้บริบทดังกล่าว มองว่ามนุษย์ในยุคต่อไปจะมีความสุขสบายมากขึ้น และอายุยืนขึ้นด้วย

สำหรับภาพรวมของประเทศไทยนั้น ถือว่าเป็นศูนย์กลางของอาเซียน 10 ประเทศ และสามารถเป็นตัวกลางเชื่อมโยงการลงทุนจากประเทศตะวันตก หรือญี่ปุ่นมายังประเทศเหล่านั้นได้ เพราะประเทศในภูมิภาคนี้ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ลาว กัมพูชา พม่า อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ยังมีโอกาสเติบโตได้ ประเทศไทยต้องใช้ประเทศเหล่านี้เป็นพันธมิตรในการเติบโต โดยรัฐบาลไทยจะต้องหาหนทาง ลดกฎเกณฑ์ หรือกฎหมายที่เป็นปัญหาอุปสรรค เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศมาลงทุนอุตสาหกรรม 4.0 ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ รถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไร้คนขับ ซอฟต์แวร์ หรือแม้แต่กระทั่งโดรน ซึ่งจะเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ส่งของในอนาคต อย่างกรณีการอนุมัติเขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออกที่รองรับอุตสาหกรรม 4.0 นี้ถือเป็นเรื่องดี แต่ต้องทำให้ได้ มีสาธารณูปโภคไปรองรับรถไฟความเร็วสูง หรือการขยายสนามบินอู่ตะเภา โดยประเทศไทยต้องมองให้เป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงยกระดับเศรษฐกิจ และเป็นผู้นำการลงทุนในอาเซียน ซึ่งจะทำให้อาเซียนโต และเศรษฐกิจไทยสามารถโตต่อเนื่อง
นายธนินท์กล่าวต่อว่า ซี.พี.จะลงทุนในอุตสาหกรรมไบโอเทคโนโลยี เพื่อรองรับอนาคต ซึ่งหลายคนกลัวว่า เมื่อจำนวนคนในโลกเพิ่มขึ้น คนสูงอายุเพิ่มขึ้น อายุยืนขึ้น อาหารจะขาดแคลนไม่เพียงพอต่อการบริโภค ทาง ซี.พี.ไม่คิดเช่นนั้น เพราะโลกในยุค 4.0 ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต มีหุ่นยนต์เครื่องจักรทำงานได้ 24 ชม. มีข้อมูลข่าวสารที่ดีขึ้น ทำให้การผลิตอาหารทำได้ดีขึ้นมาก จนกลัวว่าอาหารจะล้นโลกมากกว่าที่จะขาดแคลน ดังนั้น ไม่ห่วงเงินจะเฟ้อ แต่ห่วงเงินจะฝืดเพราะจะมีสินค้ามากกว่าความต้องการของคน

อย่างไรก็ตาม อาหารในอนาคตก็จะเปลี่ยนไปด้วยจะต้องหลากหลายมากขึ้น เจาะกลุ่มมากขึ้น เป็นอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี ทำให้คนเจ็บป่วยน้อยลง ซึ่งตอบสนองสังคมสูงอายุ ที่คนอาจจะอยู่ได้ 200 ปี และอยู่กันอย่างมีความสุขมากขึ้นได้ ซี.พี.กำลังเตรียมผลิตอาหารเพื่อสุขภาพที่ทำให้เจ็บป่วยน้อยลง อาหารเพื่อคนสูงอายุขึ้นมาขาย ขณะเดียวกันเทคโนโลยีจะตอบสนองการใช้ชีวิตของคนสูงอายุให้ดีขึ้น เช่น รถยนต์แบบไม่ต้องมีคนขับ รถเข็นที่ขับเคลื่อนอัตโนมัติ ซึ่ง ซี.พี.กำลังเข้าสู่ธุรกิจนี้ ในส่วนของบ้านพักที่ดี และการดูแลผู้สูงอายุอย่างครบวงจร

“ภาคธุรกิจทั่วโลกกำลังปรับเปลี่ยนสู่โลก 4.0 ธุรกิจไทยเองก็ต้องเร่งปรับตัว การค้าขายอี-คอมเมิร์ซ ที่ขยายตัวเร็วมาก ทำให้ใครอยากขายอะไรก็ขายได้ การแข่งขันสูงขึ้น เราไม่ต้องกลัวสังคมสูงอายุ ไม่ต้องกลัวขาดแคลนอาหาร แต่เราต้องปรับเปลี่ยนเพื่อรับมือ มองไปข้างหน้าก่อนที่จะเกิด ซึ่ง ซี.พี.มองไปข้างหน้าตลอด ทั้งการทำธุรกิจ และการสร้างพันธมิตรระดับโลกเช่นกับบริษัท อิโตชู คอร์ปอเรชั่น ซึ่งเป็นบริษัทการค้ายักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น เพื่อผลิตอาหารสำหรับผู้สูงอายุ ป้อนให้กับสถาบันรับดูแลผู้สูงอายุในญี่ปุ่นของอิโตชู หรือการไปลงทุนฐานการผลิตการเกษตรในประเทศอื่น โดยไม่ได้มองเป็นแค่ฐานการผลิต มีปัญหาก็ทิ้ง แต่ไปสร้างฐานการผลิต โตด้วยกันกับเกษตรกรของประเทศนั้น ใช้หลัก 3 ประโยชน์ คือ เกิดประโยชน์กับประเทศที่ลงทุน เกิดประโยชน์กับประเทศที่ไปลงทุน และเกิดประโยชน์กับเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งหมายถึงประเทศไทยได้ประโยชน์ด้วย ซึ่งจะทำให้ประโยชน์จากการลงทุนยั่งยืน”

ด้านนายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ “การประเมินผลกระทบที่เกิดจากประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)” ว่า เออีซีเป็นที่สนใจของนักลงทุนต่างชาติมาหลายทศวรรษ เห็นได้จากญี่ปุ่นได้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยมาเป็นอันดับ 1 ซึ่งอาเซียนเป็นตลาดที่ใหญ่มีประชากร 600 ล้านคน หากรวมจีน และอินเดีย เข้าไป จำนวนประชากรจะมากถึง 1 ใน 3 ของโลก จึงเป็นตลาดที่ใหญ่ และเป็นตัวดึงดูดการลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

“มีการรวบรวมตัวเลขการลงทุนในอีก 10 ปีข้างหน้า ในเออีซี ไม่รวมสิงคโปร์จะมีการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และสาธารณูปโภค เช่น ถนน รถไฟ เขื่อน เป็นต้น รวมเป็นเม็ดเงิน 8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 280 ล้านล้านบาท (35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยต่ำที่กระตุ้นให้เกิดการลงทุนมากขึ้น”.

 

Leave a comment