ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
29 กันยายน 2559 เวลา 10:14 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/457306

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เป็นไปตามคาดสำหรับว่าที่ 30 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ล็อตใหม่ที่จะเข้ามาเสริมทัพช่วยงานฝ่ายนิติบัญญัติในช่วงโค้งสุดท้ายตามโรดแมปคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
เมื่อล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้เซ็นลงนามแต่งตั้งไปเรียบร้อย รอมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ลงมา ซึ่งตามคำให้สัมภาษณ์ของ พล.อ.ประยุทธ์ เอง ระบุว่า ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการที่เกษียณ มีบุคคลภายนอก 2 คนเท่านั้น
แม้จะไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายกับการดึงข้าราชการเกษียณเข้ามาร่วมทีมเป็นมือไม้ทำงานสำคัญ อย่างการเร่งผลิตกฎหมายโดยเฉพาะกับกฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับ ที่มีความสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการเมืองในอนาคต
ดังจะเห็นการออกมา “ดักคอ” จากหลายฝ่ายตั้งแต่แรกว่า การแต่งตั้งครั้งนี้หนีไม่พ้นที่จะต้องดึงข้าราชการเกษียณเข้ามานั่งทำงานให้ คสช. ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นแต่อย่างไร และทำให้ภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นอีกปีละ 62 ล้านบาท
ทว่า นัยสำคัญของการเพิ่มจำนวน สนช. 30 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากข้าราชการเกษียณอายุนั้น ด้านหนึ่งเป็นไปได้ทั้งเรื่องความ “ต่อเนื่อง” และ “รวดเร็ว”
ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลังรัฐประหาร 22 พ.ค. 2557 เส้นทางการปฏิรูป ตลอดจนแนวทางการบริหารประเทศ กลับไปตกอยู่ในมือข้าราชการเสียส่วนใหญ่
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเรื่องเอือมระอานักการเมือง หรือไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว แต่นั่นก็ทำให้กลไกข้าราชการกลับมาเข้มแข็งและมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในแทบทุกภาคส่วนตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
บรรดาบิ๊กข้าราชการส่วนต่างๆ จึงเข้าไปนั่งทำงานทั้งในกลไกต่างๆ ของแม่น้ำ 5 สาย ทั้งทางตรง หรือเป็นที่ปรึกษา หรือเป็นมือไม้ช่วยงานในทางปฏิบัติ
ทำให้ข้าราชการรู้แนวทางการทำงานที่วางไว้ตามโรดแมปเป็นอย่างดี ในฐานะที่ร่วมทำมากับมือ
เมื่อข้าราชการกลุ่มนี้เกษียณอายุราชการ แม้จะดันแถวสองแถวสามมารับไม้ต่อก็สามารถทำงานให้ลุล่วงต่อไปได้จนสำเร็จ เพียงแค่อาจจะมีการสะดุดหรือผิดเพี้ยนไปบ้างในทางปฏิบัติจากความตั้งใจเดิม
ดังนั้น เพื่อไม่ให้ทุกอย่างมีปัญหา ข้าราชการกลุ่มนี้จึงถูกดึงกลับมาทำงานในกลไกสภานิติบัญญัติ ที่จะมีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นคนกลั่นกรองกฎหมายทุกเรื่องที่จะประกาศใช้
เริ่มตั้งแต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ทั้ง 10 ฉบับ ที่มีความสำคัญและเร่งรีบต้องทำให้เสร็จตามกรอบเวลาและทันสำหรับการเตรียมตัวการเลือกตั้งที่วางไว้จะเกิดขึ้นในปี 2560 นี้
แม้ สนช. 220 คนเดิมจะสามารถทำงานได้ ดังจะเห็นจากผลงานในช่วงที่ผ่านมา แต่การเพิ่มเป็น 250 คน ก็เพื่อให้สามารถแยกไปนั่งเป็นกรรมาธิการในชั้นแปรญัตติวาระ 2 และ 3 ที่ต้องใช้บุคลากรค่อนข้างมาก
ปัญหาอยู่ที่สังคมส่วนหนึ่งมองว่า การแต่งตั้ง สนช. 30 คน ล็อตใหม่นี้อาจเป็นไปเพราะเอื้อประโยชน์พวกพ้องหรือหวังเพิ่มความเป็นเอกภาพภายใน สนช.ให้มากขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบกับการทำงานในโค้งสุดท้ายที่จะทำให้ทุกอย่างที่ทำมาทั้งหมดต้องเสียของ
ประการแรก เพราะบรรดาข้าราชการเกษียณอายุส่วนหนึ่ง คือ คนที่ทำงานรับผิดชอบในกระทรวงต่างๆ แต่อีกส่วนหนึ่ง ก็คือ บรรดาคนข้าราชการในกองทัพที่เคยช่วยงาน คสช.มาตลอด เมื่อเกษียณไปแล้วย่อมเคว้งคว้างถึงจะช่วยงานอยู่ แต่ก็อาจไม่มีตำแหน่งหน้าที่ให้ชัดเจน การตั้งตำแหน่ง 30 สนช.มารองรับจึงอาจเป็นทางออก
อีกทั้งยังจะสามารถมาช่วยควบคุมดูแลกระบวนการทำงานให้ออกมาในแนวทางที่ คสช.ต้องการ โดยเฉพาะรายละเอียดปลีกย่อยที่จะต้องเคาะสุดท้ายในกฎหมายต่างๆ และเริ่มมีความคิดเห็นแตกต่างกันในหลายส่วน
ประการต่อมา จากผลงานที่ผ่านมา จะเห็นว่า บทบาทการทำงานของ สนช. เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะเห็นว่ามีความเข้มข้นน้อยกว่ามาก ดังจะเห็น สนช.หน้าเดิมๆ ที่คอยอภิปรายเนื้อหากฎหมายหรือรายงานต่างๆ อยู่ไม่กี่คน
อีกทั้ง สนช.จากสัดส่วนกองทัพหลายคนแทบไม่เห็นบทบาทการทำงานหน้าที่ที่ชัดเจน แต่สุดท้ายเมื่อถึงขั้นตอนการลงมติ เสียงที่ออกมาเกือบจะเป็นเอกภาพ ก็ยิ่งสะท้อนภาพการทำงานของ สนช.
ไม่แปลกที่การแต่งตั้ง สนช. 30 คนนี้ จะถูกมองว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่างตอบแทน เอื้อพวกพ้องมากกว่าเรื่องประสิทธิภาพการทำงานที่แท้จริง
ตรงนี้สุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การกัดเซาะเสถียรภาพของ คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ ในอนาคต โดยเฉพาะหากการทำงานของ 30 สนช. ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ไม่เข้าตาหรือมีแนวโน้มที่จะเอนเอียงมาทางฝั่งประโยชน์ของ คสช.มากกว่าประโยชน์ของสาธารณะด้วยแล้ว ยิ่งจะทำให้ปัญหามีแต่จะรุนแรงมากขึ้น
สุดท้ายแรงเสียดทานทั้งหมดก็อาจฉุดความเชื่อมั่นและกระทบไปถึงสิ่งที่ คสช.ทำมาทั้งหมดต้องเสียหายและเสียของอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง