ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
14 กันยายน 2559 เวลา 10:24 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/454329

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นให้จับตาหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เพิ่มมาตรการเข้มไว้ถึง 4 ระดับ คือ ใบเหลือง-ใบส้ม-ใบแดง และใบดำ ใน พ.ร.บ.ประกอบร่างรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หากพบการกระทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม โดยโทษสูงสุดถึงขั้นเพิกถอนสิทธิตลอดชีพ
นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ความเห็นว่าส่วนตัวรับได้กับเรื่องนี้ แต่ขอให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์และเที่ยงธรรม เพราะคนตั้งใจทุจริตการเลือกตั้งควรตัดสิทธิไม่มีปัญหาอะไร
ส่วนเรื่องการพิจารณาของศาลต้องยึดสำนวนการสืบสวนไต่สวนของ กกต.เป็นหลักนั้น ยอมรับว่าเรื่องนี้จะมีปัญหา เพราะส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความไว้วางใจกับกระบวนการไต่สวนของ กกต. ถ้าฝ่ายสอบสวน กกต.ไม่มีประสิทธิภาพ เวลาตัดสินให้ใบอะไรก็ไม่ได้รับการยอมรับและเกิดปัญหาตามมา
“ถ้าเป็นการตัดสิทธิชั่วคราวไม่ได้ตลอดก็ไม่มีปัญหา เช่น ให้มีการเลือกตั้งใหม่ แบบนี้พอได้ แต่ถ้าเป็นการตัดสิทธิคน ผมมองว่าควรให้เป็นหน้าที่ศาล เพราะว่าสิทธิการลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ควรให้องค์กรที่ได้รับการยอมรับ มีความน่าเชื่อถือ และกฎหมายรองรับที่ดีกว่า”
ขณะที่ สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา มองว่ากฎหมายจะออกมาอย่างไรก็แล้วแต่ ถ้าสัมพันธ์กับกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่เป็นคน กกต.วินิจฉัยตัดสินเพียงอย่างเดียว ผลักภาระไปให้กระบวนการยุติธรรม ส่วนตัวรับได้ อย่าใช้ดุลพินิจของคนเพียง 4-5 คนเท่านั้น
ส่วนสำนวนจะยึดของ กกต. หรืออะไรเป็นหลักก็แล้วแต่ ทว่ากระบวนการศาลจะมีการสืบพยานยังให้โอกาสจำเลยขึ้นมาหาหลักฐานต่างๆ มาหักล้างได้ แต่ไม่ควรใช้ความรู้สึกว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ เพราะที่ผ่านมาส่วนใหญ่ตัดสินกันแบบนี้ สำหรับเรื่องการตัดสิทธิตลอดชีพยังมองว่าเป็นเรื่องดี เพราะว่าสังคมไทยกำลังโหยหาเรื่องการปฏิรูป คนมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ต่อระบอบประชาธิปไตยก็ไม่ควรอยู่ในระบอบนี้
ด้าน ศุภชัย ใจสมุทร รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า ส่วนตัวขอตอบในเชิงหลักการ ถ้ากฎหมายมีความรุนแรงและสามารถป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งได้อย่างที่คิดก็ไม่ขัดข้อง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ กกต.ควรที่จะได้นำเหตุการณ์ในอดีตมาเป็นบทเรียน
โดยเฉพาะที่มีการกล่าวหาความไม่เป็นธรรม สองมาตรฐานในเรื่องคดียุบพรรค สิ่งเหล่านั้นเป็นสาเหตุก่อให้เกิดความแตกแยกจนทุกวันนี้
“ถ้าบอกว่าให้ยึดสำนวน กกต.เป็นหลัก แปลว่าวันนี้ กกต.ได้เข้ามาทำหน้าที่เหมือนกับเป็นการใช้อำนาจกึ่งตุลาการ ฉะนั้นแปลว่าตัวเองต้องมีความโปร่งใส เป็นธรรม เพราะผลการตัดสินมีโทษพิพากษาประหารทั้งชีวิตในทางการเมือง กระบวนการตรงนั้นผู้ที่ถูกลงโทษต้องได้รับความเป็นธรรม ดังนั้นต้องวางกลไกให้ชัดเจน”
ชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นต่อภาพรวมกฎหมายดังกล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วย และถ้าคิดสุจริตก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่อยากฝากข้อสังเกตในลักษณะการเมืองของไทยที่ผ่านมา 1.อย่าเลือกปฏิบัติ และ 2.การกลั่นแกล้งกันระหว่างผู้สมัครด้วยกันเอง
ทั้งนี้ หากต้องได้รับโทษรุนแรงแล้วมาพิสูจน์ภายหลังว่า ไม่ได้กระทำผิดแต่ต้องรับโทษไปถือว่าบาปกรรมมาก ดังนั้นต้องมีกระบวนการตรวจสอบให้รอบคอบเป็นห่วงเรื่องดังกล่าว และเชื่อมั่นว่าทุกพรรคการเมืองไม่มีใครอยากเสียเงินไปกับการเลือกตั้งโดยผิดกฎหมาย