ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
11 ตุลาคม 2559 เวลา 11:54 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/459550

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สถานการณ์ “น้ำ” เวลานี้ยังเต็มไปด้วยความสุ่มเสี่ยงที่หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่อาจนิ่งนอนใจ แถมยังเป็นบทพิสูจน์ความสามารถของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ดังจะเห็นจากท่าทีเอาจริงเอาจังทั้งการเฝ้าระวัง การหาแนวทางป้องกันล่วงหน้า รวมทั้งการลงพื้นที่ของ พล.อ.ประยุทธ์ และทีมงานในพื้นที่ล่อแหลม เริ่มตั้งแต่ช่วงแรกในพื้นที่ภาคเหนือและอีสาน ที่ได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยให้พร้อมปฏิบัติการตลอด 24 ชั่วโมง
ที่สำคัญได้มอบหมายให้กรมชลประทาน รวมทั้งหน่วยงานด้านน้ำอื่นๆ และแต่ละจังหวัดที่พายุจะพาดผ่าน ปรับแผนบริหารจัดการน้ำในภาพรวม และพื้นที่รับผิดชอบให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในแต่ละช่วงเวลา เพื่อให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
เนื่องจากโจทย์เรื่อง “น้ำท่วม” อีกด้านหนึ่งยังต้องไม่ทำให้เกิดปัญหา “น้ำแล้ง” ในอนาคตอีกด้วย
การทำงานช่วงที่ผ่านมายังทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทั้ง คสช. กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ล่าสุดสถานการณ์น้ำเริ่มประชิดกรุงเทพฯ ท่ามกลางความเป็นห่วงว่าสถานการณ์ครั้งนี้จะกลับไปซ้ำรอยมหาอุทกภัย เมื่อปี 2554 ที่สร้างความเสียหายรุนแรงอีกหรือไม่
สอดรับกับท่าที พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ที่ออกมาระบุว่ามีน้ำทั้งในเขื่อนป่าสักฯ และเขื่อนพระราม 6 ที่ต้องผันลงมาที่ จ.พระนครศรีอยุธยามากกว่า 2,000 ลูกบาศก์เมตร ถ้าเป็นในอดีตคงท่วมหมดแล้ว เราพยายามกระจายน้ำทำให้ทุกอย่างไม่ให้เดือดร้อนมาถึงกรุงเทพฯ
แม้จะไม่ตอบคำถามว่า “เอาอยู่มั้ย” แต่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เราจะพยายามทำให้ดีที่สุด ถ้านายกรัฐมนตรีไม่ดำเนินการหรือเตรียมการไว้ก่อนหน้านี้ คงจะท่วมกันหมดแล้ว
การทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดน้ำท่วมเหมือนในอดีตนั้นถือเป็นเดิมพันของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ เพราะหากทำสำเร็จย่อมเพิ่มความเชื่อมั่นให้เพิ่มสูงขึ้นทั้งในสายตาของประชาชนทั่วไป
อีกด้านหนึ่งยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคธุรกิจ นักลงทุนจากต่างประเทศ หลังจากบางส่วนถอนการลงทุนกลับไป หรือระงับการลงทุนใหม่ หลังเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เพราะไม่กล้าเสี่ยงกับสถานการณ์ที่ไม่รู้จะควบคุมได้หรือไม่
หากครั้งนี้ป้องกันน้ำท่วมได้สำเร็จ ย่อมสามารถฟื้นความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา อันจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งสุดท้ายก็จะทำให้รัฐบาล คสช.มีเสถียรภาพเพิ่มขึ้นตามมา
ที่สำคัญการป้องกันน้ำท่วมไม่ให้เกิดขึ้นอีกด้านหนึ่งยังจะเป็นการ “ดิสเครดิต” ซ้ำแผลเก่ารัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เคยปล่อยให้เกิดปัญหาน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายรุนแรง
ทั้งหมดจึงทำให้เวลานี้รัฐบาล คสช.ให้ความสำคัญกับการตั้งรับป้องกันปัญหาน้ำท่วม ดังจะเห็นจากในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ที่จัดประชุมร่วมกับผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง อธิบดี ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจในสังกัด และหน่วยงานกรุงเทพมหานคร ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อหาทางป้องกันสร้างความมั่นใจให้ประชาชน
ปัญหาอยู่ที่หากรอบนี้ทุกอย่างไม่เป็นไปตามที่คาด สถานการณ์รุนแรงจนเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นมาจริงๆ ย่อมจะนำไปสู่แรงเสียดทานที่จะถาโถมกลับมายังตัว พล.อ.ประยุทธ์ อย่างรุนแรงหลายเท่า ที่จะสั่นคลอนต่อไปถึงเสถียรภาพการบริหารประเทศในช่วงปลายโรดแมป นับจากนี้
รวมไปถึงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจที่กำลังจะดีขึ้นเรื่อยๆ ให้กลับทรุดหนักลงไปอย่างน่าเสียดาย
เมื่อครั้งนี้ไม่อาจไปโทษดินฟ้าอากาศ เพราะกลไกเครื่องไม้เครื่องมือเฝ้าติดตามฝน ปริมาณน้ำ ตลอดจนระดับน้ำในเขื่อนนั้นมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลอย่างใกล้ชิด
อีกทั้งจากบทเรียนเมื่อน้ำท่วมใหญ่ พล.อ.ประยุทธ์เองก็มีประสบการณ์ในการทำหน้าที่แก้ปัญหาร่วมกับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในฐานะ ผบ.ทบ. ที่ถือเป็นกลไกสำคัญรับมือปัญหาในเวลาน้ัน
ที่สำคัญ ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดในมือสามารถสั่งทุกกลไกข้าราชการและหน่วยงานต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและไร้ข้อจำกัด หากยังไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อีกย่อมต้องถูกตั้งข้อสงสัยในฝีไม้ลายมือในการรับมือปัญหาน้ำท่วม แถมยังจะพาลไปถึงความสามารถในการบริหารงานด้านอื่นๆตามไปด้วย
ยิ่งในพื้นที่ กทม.ด้วยแล้วเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งปลดผู้ว่าฯ กทม.ไปก่อนหน้านี้หากเกิดปัญหาน้ำท่วมพื้นที่ กทม.ในอนาคต แรงกดดันจะยิ่งสะท้อนกลับมารุนแรง
ทั้งหมดนี้จึงถือเป็นเดิมพันสำคัญของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่จะต้องจับตาอย่างใกล้ชิด