ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
06 ตุลาคม 2559 เวลา 10:39 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/458658

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แม้จะยังสงวนท่าทีแบบ “ประชาธิปัตย์” แต่สัญญาณล่าสุดจาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ตีความได้ชัดเจนว่าโอกาสที่ประชาธิปัตย์จะไปจับมือเพื่อไทยร่วมตั้งรัฐบาลนั้นเป็นไปได้ยากมาก
“ผมพูดชัดเจนแล้วว่า หากพรรคเพื่อไทยยังคงจุดยืนเดิม เป็นเครื่องมือทางการเมืองให้กับครอบครัว หรือบุคคล แล้วก็ยังมีปัญหาเรื่องนิรโทษกรรม การคอร์รัปชั่น หรือการดำเนินงานทางการเมืองที่เอาความรุนแรงมาใช้ ผ่านกลไกมวลชน ประชาธิปัตย์ไม่ร่วมด้วยแน่นอน หรือแม้จะแยกไปตั้งพรรคใหม่เพื่อมาขอร่วมด้วยก็ตาม” อภิสิทธิ์ ระบุ
แต่ก็เป็นไปตามที่ อภิสิทธิ์ออกตัวว่าเรื่องนี้ยังเร็วเกินไปที่จะมาพูดถึงเรื่องพรรคไหน หรือใครจะจับมือกับใคร เพื่อร่วมกันตั้งรัฐบาลหรือเลือกนายกรัฐมนตรี
ประเด็นแรก เพราะยังไม่เห็นผลการเลือกตั้งว่าพรรคไหนจะได้คะแนนเท่าไหร่ การประเมินล่วงหน้า โดยไม่มีคะแนนเสียงหรือจำนวนเก้าอี้ สส.มาประกอบการพิจารณาย่อมดูเลื่อนลอยเกินไป
อย่าลืมว่าระบบการเลือกตั้งใหม่แบบบัตรเดียวคิดคะแนนทั้ง สส.เขต และ สส.บัญชีรายชื่อ ที่หลายคนประเมินล่วงหน้าว่าระบบนี้จะทำให้ไม่มีพรรค การเมืองใดได้เสียงข้างมากแบบถล่มทลาย
ทว่าอีกด้านหนึ่งกลับเห็นแย้งว่าระบบเลือกตั้งบัตรเดียวนั้นยิ่งจะทำให้คะแนนพรรคใหญ่ทิ้งห่างพรรคเล็ก ด้วยการส่งผู้สมัครระบบเขตที่จะต้องเลือกเฟ้นคนที่เป็นที่นิยมได้รับการยอมรับอย่างมากในพื้นที่ และนั่นย่อมทำให้คะแนนบัญชีรายชื่อเพิ่มสูงตามไปด้วย
ทั้งสองแนวคิดที่แตกต่างจึงยากจะสรุปได้ว่าระบบเลือกตั้งนี้จะส่งผลต่อคะแนนเสียงในวันเลือกตั้งอย่างไร
ประเด็นต่อมา แนวคิดเรื่อง เซตซีโร่พรรคการเมือง เพื่อ “ล้มกระดาน” และเริ่มต้นการเมืองกันใหม่หมดนั้นยังเป็นความพยายามที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง
หากในทางปฏิบัติเกิดขึ้นจริง ย่อมทำให้เกิดการสลายขั้วทางการเมืองระหว่างสองพรรคใหญ่ จนไม่จำเป็นต้องไปพูดถึงเรื่องใครจับมือกับใคร
อีกทั้งหากประเมินตามรูปการณ์แล้ว การวางสถานะเป็นพรรคขนาดกลางขนาดเล็ก มุ่งเจาะพื้นที่ที่ตัวเองได้ ย่อมหวังผลได้ง่ายกว่าการทุ่มทรัพยากรที่มีจำกัดไปทำพื้นที่ทั้งประเทศ
ที่สำคัญ พรรคขนาดกลางและขนาดเล็กนั้น ถูกมองว่าจะเป็นตัวแปรทางการเมืองในอนาคต จนถึงขั้นมีส่วนชี้ขาดการจัดตั้งรัฐบาลหรือเลือกนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่พรรคใหญ่เหมือนในอดีตอีกต่อไป
ยกเว้นกรณีที่พรรคเพื่อไทยยังคงเหนียวแน่นได้คะแนนเสียงมาเป็นกอบเป็นกำ ย่อมได้เปรียบในการเป็นแกนนำรวบรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเอาเข้าจริงก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ปัญหาติดอยู่แค่การเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้ ไม่ได้จำกัดวงอยู่แค่ สส.เหมือนที่ผ่านมา แต่ตามรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ผ่านประชามตินั้น กำหนดให้ สว. 250 คน เข้ามามีส่วนร่วมเลือกนายกฯ ด้วย
จากเดิมที่เสียง สส. 251 น่าจะเพียงพอในการเลือกนายกรัฐมนตรีได้แล้วนั้น กลายเป็นต้องใช้เสียง สส.และ สว.อย่างน้อย 376 เสียง ถึงจะมีอำนาจเพียงพอในการชี้ขาดเลือกนายกรัฐมนตรี
ดังนั้น หากเป็นไปตามที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศไว้ คือ ไม่จับมือเพื่อไทยตั้งรัฐบาล ลำพัง สส.จะรวมเสียงให้ได้ 376 เสียง เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี โดยไม่พึ่ง สว.ย่อมเป็นไปได้ยาก
สมมติโดยเทียบเคียงกับการเลือกตั้ง ปี 2554 เพื่อไทยได้ 265 เสียง ประชาธิปัตย์ 159 เสียง ดังนั้น ต่อให้เพื่อไทยรวมเสียงพรรคอื่นๆ ที่ไม่ใช่ประชาธิปัตย์ ทั้งหมด 76 เสียง (265+76) ก็จะได้เพียง 351 เสียง ไม่ถึง 376 เสียง
อีกทั้งประเมินสถานการณ์แล้วคงเป็นไปได้ยากที่เพื่อไทยจะได้คะแนนสูงเท่าเดิม และยังไม่รวมกับเสียงจากพรรคอื่นๆ ที่จะไม่ไปรวมกับเพื่อไทย อาทิ พรรคของ ไพบูลย์ นิติตะวัน สนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ยิ่งจะทำให้คะแนนของเพื่อไทยน้อยลงไปอีก
ในทางกลับกัน การที่ประชาธิปัตย์จะอาศัยเสียง 159 เสียง รวมกับพรรคอื่นไม่ใช่เพื่อไทย จะได้เสียงเพียง 235 เสียง หากได้คะแนนหนุนจาก สว. 250 จัดตั้งรัฐบาลได้แต่ก็ขาดเสถียรภาพเพราะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่ดี
อีกทั้งสถานการณ์ภายในประชาธิปัตย์ก็ง่อนแง่นมีปัญหาเรื่องเอกภาพและคะแนนนิยมลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ จนทำให้ประเมินแล้วคงยากที่จะได้เสียงกลับมาเท่าเดิม
สุดท้าย เมื่อประชาธิปัตย์ประกาศไม่จับมือกับเพื่อไทยตั้งรัฐบาล โอกาสที่จะตกลงกันในการเลือกนายกรัฐมนตรีรอบแรกย่อมเป็นไปได้ยาก และนั่นย่อมต้องนำไปสู่ขยักที่สองเปิดทางให้มีการเลือกนายรัฐมนตรีนอกลิสต์ 3 รายชื่อของแต่ละพรรคการเมือง
หากเป็นเช่นนั้น โอกาสที่จะได้นายกฯ คนนอกเป็นไปได้สูง ด้วยเหตุผลเพียงเพราะพรรคการเมืองไม่อาจหาข้อสรุปร่วมกันได้