ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
07 ตุลาคม 2559 เวลา 10:27 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/458883

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แคนดิเดตว่าที่นายกรัฐมนตรีคนนอกน้อยลงไปอีกคน เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กำลังสะบักสะบอมอย่างหนักกับมรสุมลูกใหญ่ กรณีเช่าเครื่องบินเหมาลำของการบินไทยเดินทางไปประชุม รมว.กลาโหมอาเซียน-รมว.กลาโหมสหรัฐอเมริกา ที่ ฮาวาย สหรัฐอเมริกา
จะเห็นว่าคำชี้แจงเรื่องการใช้งบประมาณ 20.9 ล้านบาท ช่วงที่ผ่านมาดูจะไร้น้ำหนัก จนค่อยๆ กัดกร่อนความเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประวิตร แถมลามไปถึง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ไม่ว่าจะประเด็นผู้ร่วมเดินทาง 38 คน ที่ตอนแรกไม่มีการเปิดเผยรายชื่อ อ้างเหตุผลเรื่องความมั่นคง ก่อนที่จะมีเอกสารหลุดออกมาในโซเชียลมีเดีย ปรากฏทั้งรายชื่อตัวแทนเอกชนยักษ์ใหญ่ร่วมคณะ และมีชื่อผู้ประกาศข่าว ซึ่งต่อมาออกมายืนยันว่าไม่ได้ร่วมเดินทางไปด้วย
ต้องยอมรับว่าประเด็นเรื่องการใช้วิธี “เช่าเหมาลำ” ด้วยเหตุผลว่าไม่มีสายการบินใดที่จะเดินทางไปที่ฮาวายโดยตรง จำเป็นต้องไปต่อเที่ยวบินซึ่งเสียเวลาเพราะเดินทางไปแค่ 3 วัน นั้นเป็นเหตุผลที่พอรับฟังได้
แต่การให้น้ำหนักไปกับการชี้แจงว่าเลือกสายการบินไทยเพราะเหมือนควักกระเป๋าซ้ายจ่ายกระเป๋าขวาดูจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง ในเมื่อสังคมกำลังตั้งตารอกับรายละเอียด เรื่องความคุ้มค่ากับงบประมาณที่ใช้ไปกว่า 20 ล้านบาท มากกว่า
แถมสิ่งที่หยิบยกมาอธิบายต่อสาธารณะ เรื่องประเด็นการเดินทางไปประชุมนั้นจะมีการหารือเรื่องการก่อการร้าย การก่ออาชญากรรมข้ามชาติ เรื่องไอซิส รวมถึงความมั่นคงทางทะเลที่ได้พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องทะเลจีนใต้ เป็นต้น ซึ่งทางสหรัฐชื่นชมไทยในการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ ประมงผิดกฎหมาย และแก้ปัญหาเรื่องการบิน ยังดูเลื่อนลอยขาดรายละเอียดที่ชัดเจน
ครั้นจะหวังกลไกการตรวจสอบของหน่วยงานต่างๆ มายืนยันความบริสุทธิ์ก็ดูจะไม่ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น เมื่อเรื่องนี้ประเด็นอาจไม่ใช่เรื่องของ “ความผิด” แต่เป็นเรื่อง “ความเหมาะสม”
อย่าลืมว่าหลายนโยบายแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านที่เคยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาล คสช.ช่วยเหลือ กลับต้องถูกปฏิเสธไปเพราะเหตุผลว่าไม่มีงบประมาณเพียงพอ แต่เมื่อเห็นการจับจ่ายเงินของรัฐบาลไปกับการเดินทางเพียงแค่ 3 วันร่วม 20 ล้านบาทยิ่งมีแต่จะทำให้ทุกอย่างดูแย่ลง
สุดท้ายคนที่เสียหายที่สุดก็คือ พล.อ.ประวิตร เอง ที่สูญเสียความน่าเชื่อถือและทำให้เส้นทางที่วิเคราะห์กันว่ามีโอกาสเป็นนายกรัฐมนตรีคนนอกต้องหมดลงไปทันที
ก่อนหน้านี้ “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” อย่าง พล.อ.ประวิตร ถูกมองว่าเป็นคนกุมอำนาจที่แท้จริงของ คสช. แถมสั่งสมบารมีจนมีกระแสข่าวว่าถึงขั้นวัดรอย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ
สะท้อนผ่านเมื่อครั้ง พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป คนสนิท พล.อ.เปรม ถูกออกหมายเรียกข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาจากการส่งไลน์เปิดเผยการซื้อขายตำแหน่งตำรวจ
จนสุดท้าย พล.อ.ประวิตร ต้องออกมาชี้แจงว่า “ในชีวิตผมไม่เคยทะเลาะกับน้อง พล.ร.อ.พะจุณณ์ก็เปรียบเป็นน้องผม ยิ่งไปเขียนถึงท่านรัฐบุรุษอีก แบบนี้ใช้ไม่ได้” ก่อนตบท้ายว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับผมเลย อาจหาว่ามึงใหญ่ดีนักเลยเขียน ผมไม่ใหญ่เลย ไม่เคยใช้อำนาจและไม่อยากใหญ่ด้วย พร้อมออกทุกวัน”
ยิ่งทำให้กระแสข่าวเรื่องความขัดแย้งระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ กับ พล.อ.ประวิตร ดูมีน้ำหนักมากขึ้นก่อนที่สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์ จะออกมาให้สัมภาษณ์ว่าถ้า พล.อ.ประวิตร ลาออกก็ใช้มาตรา 44 ตั้งกลับมาใหม่
แต่หนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เห็นว่า พล.อ.ประวิตรมีบทบาทใน คสช.แทบจะมากกว่า พล.อ.ประยุทธ์ อาจเป็นเรื่องของการแต่งตั้ง ซึ่งจะเห็นว่าตั้งแต่ระดับบิ๊กตำรวจ ไล่มาตั้งแต่ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ก็ถือเป็นน้องรัก พล.อ.ประวิตร ไม่ต้องพูดถึงการจัดโผทหารในฐานะ รมว.กลาโหม แม้แต่ องค์กรอิสระ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็เคยนั่งเป็นเลขานุการรองนายกฯ ให้กับบิ๊กป้อม
ไม่แปลกที่หลายครั้งเมื่อมีการวิเคราะห์เผื่อในกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องลงจากตำแหน่ง ก็จะเห็นชื่อของ พล.อ.ประวิตร ลอยโดดเด่นมาแต่ไกล ไม่เว้นแม้แต่ว่าที่ นายกฯ คนนอกในอนาคตหลังเลือกตั้งหาก สส.ไม่สามารถตกลงกันได้ในการเลือกรอบแรก พล.อ.ประวิตร ก็มีโอกาสอยู่ไม่น้อย
สุดท้ายหากยังไม่มีคำชี้แจงในประเด็นที่สังคมเคลือบแคลง นี่ก็จะเป็นมรสุมลูกใหญ่ ที่ฉุดภาพลักษณ์ และทำให้บารมีที่ พล.อ.ประวิตร สั่งสมมาต้องพังทลายลงไปอย่างรวดเร็ว แถมยังจะทำให้เส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ คนนอกของ พล.อ.ประวิตร ต้องปิดฉากลงไปด้วย