ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 10 ต.ค. 2559 07:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/748656

“สมคิด” เชื่อมั่นยึดหัวหาดยุโรปมาลงทุนไทยได้เพิ่มขึ้น ชี้เลือกตั้งปีหน้าเพิ่มความมั่นใจนักลงทุนได้ จ่อรุกอังกฤษดึงเงินทุนต่อเนื่อง ขณะที่สั่งกระทรวงอุตสาหกรรมตั้งศูนย์กลางพัฒนาเอสเอ็มอี ยึดเยอรมนีต้นแบบพัฒนาอุตสาหกรรม 4.0
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการนำคณะไปเชิญชวนนักลงทุนในฝรั่งเศสและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ระหว่างวันที่ 5-8 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า มั่นใจจะสามารถดึงการลงทุนจากยุโรปได้มากขึ้น โดยเฉพาะในกรณีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ได้มีการเจรจาเป็นรายบริษัทบางแห่งนั้น อยู่ระหว่างการตัดสินใจเลือกประเทศที่จะไปลงทุน แต่มั่นใจว่าจะเลือกประเทศไทย หลังจากที่เราได้นำเสนอพื้นที่การลงทุนใหม่ ที่รัฐบาลไทยกำลังพัฒนาเพื่อรองรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงคือโครงการพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) เช่น กลุ่ม BMW ที่กำลังพิจารณาลงทุนครั้งใหญ่ในเรื่องรถยนต์ ได้แสดงความสนใจแนวคิดการพัฒนาโครงการอีอีซีอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าจะเริ่มคิดอย่างจริงจังและคงจะตัดสินใจภายในเดือน พ.ย.นี้ ขณะที่การดึงนักลงทุนจากยุโรปในรอบนี้ ได้เสนอความร่วมมือรูปแบบประชารัฐ คือให้มาร่วมกับสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ส่วนราชการ เพื่อพัฒนาและสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพด้วย
“ประเทศเยอรมนีมีอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูงแทบทุกอุตสาหกรรมที่ไทยต้องการให้เข้ามาลงทุน เพียงแต่ที่ผ่านมาการเมืองไม่ได้เอื้อให้เราติดต่อเขาได้ จึงต้องใช้ช่องทางสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในการคัดเลือกให้พบกับบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งนอกจากกลุ่ม BMW ยังได้เจรจาเป็นรายบริษัทกับกลุ่มผู้ผลิตยางเส้นรายใหญ่ที่ไม่สามารถเปิดเผยชื่อ เนื่องจากเป็นความลับทางธุรกิจ ซึ่งจะตอบโจทย์มากเพราะอุตสาหกรรมยางมีความสำคัญกับคนไทย ส่วนอีกรายหนึ่งที่ได้ชักชวนให้ลงทุนเป็นกิจการสิ่งทอที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง ที่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้เช่นกัน”
รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า แม้ครั้งนี้จะมีเวลาน้อยคือ 2 วันใน 2 ประเทศ แต่เชื่อว่าจะทำให้เกิดการตื่นตัวครั้งใหญ่ เพราะไทยจะมีการเลือกตั้งใน 1 ปีข้างหน้าและนักลงทุนก็มีบทบาทสำคัญในการส่งเสียงไปยังรัฐบาลและ 2 ประเทศที่คณะได้มาพบนักลงทุนคือฝรั่งเศสและเยอรมนีก็มีเสียงค่อนข้างดังในกลุ่มของยุโรป โดยจากนี้จะหาจังหวะมาดึงการลงทุนอีกครั้ง โดยเฉพาะเยอรมนีและอังกฤษ เพราะเป็นกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมที่มีความเจริญสูงมาก
นายสมคิดกล่าวว่า นอกจากการพบนักลงทุนแล้วครั้งนี้ได้เยี่ยมชมการดำเนินการของศูนย์ SMEs Competence Center ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมากที่สุดแห่งหนึ่งของเยอรมนี และมีความสำคัญมากในการพัฒนาเอกชนให้ไปสู่อุตสาหกรรม 4.0 ทั้งนี้ เกิดแนวคิดว่ากระทรวงอุตสาหกรรมต้องเป็นแกนหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันให้สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติเป็นศูนย์ในลักษณะเดียวกันนี้ เพื่อเป็นตัวเปลี่ยนผ่านผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไปสู่การเป็นอุตสาหกรรม 4.0.