ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
21 กันยายน 2559 เวลา 10:02 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/455724

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
มรสุมหลายลูกกำลังถาโถมใส่ บิ๊กติ๊ก-พล.อ.ปรีชา จันทร์โอชา ปลัดกระทรวงกลาโหม แถมยังส่งผลกระทบต่อไปถึงพี่ชายที่ชื่อ บิ๊กตู่-พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
เรื่องแรกกับการจัดทำฝายแม่ผ่องพรรณพัฒนา จ.เชียงใหม่ ที่ถูกตั้งคำถามถึงความถูกต้องและเหมาะสมกับการนำชื่อของ ผ่องพรรณ จันทร์โอชา ภริยา พล.อ.ปรีชา ไปใช้ตั้งเป็นชื่อฝายกั้นน้ำ
แม้ต่อมาจะมีการชี้แจงว่าการตั้งชื่อฝายแม่ผ่องพรรณนั้นเกิดจากที่ชาวบ้านคิดขึ้นมาเนื่องจากมีความคุ้นเคยและเคารพผ่องพรรณ ที่ทำงานในพื้นที่เยี่ยมเยียนและช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่เรื่อยมา
ทว่า อีกด้านกระแสวิพากษ์วิจารณ์โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียยังมองว่า แม้จะมีสถานะเป็นนายกสมาคมแม่บ้านปลัดกระทรวงกลาโหม แต่การนำเอางบประมาณที่มาจากภาษีของประชาชนมาใช้ หรือแม้แต่จะเป็นแนวคิดที่มาจากการริเริ่มของตัวเองไม่ควรนำชื่อตัวเองไปใช้
เพราะนั่นอาจทำให้เกิดการเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ควักกระเป๋าออกเงินด้วยตัวเอง หรือหวังคะแนนนิยมจากการนำงบหลวงไปใช้ ไม่ต่างจากวิธีที่นักการเมืองเคยใช้ในอดีต
ประเด็นนี้ ศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบผ่องพรรณ และ พล.อ.ปรีชา ว่ามีพฤติกรรมที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติมหรือไม่
ที่สำคัญนี่จะเป็นการทำให้เกิดความชัดเจนโปร่งใสถึงการกระทำในลักษณะที่อาจเกี่ยวข้องกับการละเลยการปฏิบัติหน้าที่และหรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของผู้บังคับบัญชาของหน่วยงานราชการในสังกัดปลัดกระทรวงกลาโหม
แน่นอนว่าหากเป็นคนอื่นเรื่องคงไม่รุนแรงเช่นนี้ แต่ด้วยสถานะภรรยาของน้องชายนายกรัฐมนตรี ทำให้เรื่องนี้ถูกจับตาและคาดหวังว่าจะต้องมีบรรทัดฐานที่สูงกว่าคนทั่วไป เนื่องจาก คสช. ซึ่งขันอาสาเข้ามาขับเคลื่อนการปฏิรูป จึงต้องเริ่มตั้งแต่วางตัวให้เป็นแบบอย่างที่ดี ไม่เดินซ้ำรอยเดิมทั้งที่เป็นสิ่งที่ตัวเองกำลังจะแก้ไข
ต่อเนื่องด้วยเรื่อง หจก.คอนเทมโพรารี คอนสตรัคชั่น ซึ่งมีบุตรชาย พล.อ.ปรีชา ถือหุ้นอยู่นั้น เป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างหน่วยงานในกองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า 2 โครงการ วงเงิน 26.9 ล้านบาท
ทั้งอาคารอเนกประสงค์ของกองทัพภาคที่ 3 จังหวัดทหารบกเพชรบูรณ์ ค่ายพ่อขุนผาเมือง ที่ทำสัญญาวันที่ 23 มี.ค. 2558 และตึกแถวนายทหารประทวน 10 ครอบครัวของโรงพยาบาลค่ายวชิรปราการ จ.ตาก ทำสัญญาวันที่ 25 เม.ย. 2559
เรื่องนี้ดูจะรุนแรงกว่าเรื่องฝาย เพราะมีประเด็นเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” เข้ามาเกี่ยวข้อง และกำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง เมื่อสถานะของ พล.อ.ปรีชา ในอดีตยังเป็นแม่ทัพภาคที่ 3 ที่ควบคุมดูแลพื้นที่ดังกล่าว ดังนั้นย่อมมีอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาที่ยังทำงานอยู่ในปัจจุบัน
ไม่แปลกที่ในการตัดสินใจเลือกบริษัทเข้ามารับงานในกองทัพภาคที่ 3 จะเกิดข้อกังขาว่ามีความโปร่งใสมากน้อยแค่ไหน และแต่ละบริษัทที่มาแข่งขันรับงานนั้นได้รับการพิจารณาอย่างเท่าเทียมเป็นธรรมหรือไม่
ทาง พล.อ.ปรีชา ชี้แจงว่า ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวอะไรและไม่ได้ใช้อำนาจไปช่วยเหลือ เป็นเรื่องของลูกชายที่ทำถูกกฎหมายทุกอย่าง โดยเฉพาะขั้นตอนของการประกวดราคา ที่มีหลายบริษัทเข้าร่วมแข่งขัน เมื่อบริษัทลูกชายของตนเสนอราคาเป็นที่น่าพอใจ ทางกองทัพภาคที่ 3 จึงได้ว่าจ้างให้เข้าไปรับเหมาก่อสร้าง
ประเด็นนี้ค่อนข้างเปราะบาง เพราะเป็นประเด็นที่ทาง คสช.พยายามเข้ามาหาทางแก้ไขวางกรอบกติกาให้รัดกุมโปร่งใส โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนที่ต้องทำให้เกิดความชัดเจน แต่เมื่อคนใกล้ตัวของหัวหน้า คสช.ต้องมาเกี่ยวพันกับเรื่องนี้ ผลกระทบที่ตามมาจึงยิ่งรุนแรง
แน่นอนว่าเรื่องทำนองนี้ไม่ใช่แค่ครั้งแรก หากจำได้ก่อนหน้านี้เคยปรากฏข่าวเรื่อง พล.อ.ปรีชา อาศัยอำนาจทำการแทน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม อนุมัติบรรจุลูกชายเข้ารับราชการทหารติดยศว่าที่ร้อยตรี ซึ่งต่อมาก็มีคำชี้แจงต่อสังคมว่ามีหลายคนในกองทัพก็ทำแบบนี้
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ต้องการคำชี้แจงที่ชัดเจน เพื่อให้สังคมได้รับรู้รับทราบข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง มากกว่าการโบ้ยให้เป็นเรื่องของการกลั่นแกล้งที่ตัวเองเป็นน้องชาย พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น
ไม่เช่นนั้นสุดท้ายแรงกดดันที่เกิดขึ้นจากบิ๊กติ๊กในเวลานี้ อาจบานปลายและส่งผลกระทบรุนแรงต่อไปถึงบิ๊กตู่ และพานจะทำให้เสถียรภาพของคสช.ในช่วงปลายโรดแมปต้องสั่นคลอนไปด้วย