ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
12 กันยายน 2559 เวลา 17:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/454042

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ครบเส้นตายวันนี้ 12 ก.ย.ที่ทางศาลรัฐธรรมนูญกำหนดให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่งความเห็นและข้อมูล เกี่ยวกับการออกเสียงประชามติ หลังศาลพิจารณารับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียงประชามติ
ประเมินแล้ว นี่อาจเป็น “ยกสุดท้าย” สำหรับการเปิดประตูให้ “นายกรัฐมนตรีคนนอก” เข้ามาทำหน้าที่ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง และวุฒิสภาที่จะมาจากการสรรหาล็อตแรก 250 คน
ต้องยอมรับว่า คะแนนเสียงอันท่วมท้น 15.1 ล้านเสียง หรือ 41.93% ที่เห็นชอบ “คำถามพ่วง” สนับสนุนให้ สว.ชุดใหม่ 250 คน มีส่วนร่วมพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ทำให้เกิดแรงผลักดันจะให้ สว.มีส่วนในการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีในขั้นตอนการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ทั้งที่แต่เดิมนั้นพูดกันเพียงแต่ให้สิทธิในการโหวต แต่ไม่มีสิทธิเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จนทำให้เรื่องนี้กลายเป็นชนวนร้อนที่มีทั้งฝ่ายต่อต้านและฝ่ายสนับสนุน
จบยกแรกคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยืนยันจุดยืนเดิมของตัวเอง พร้อมแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ เพียงแค่ให้อำนาจ สว.ร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
แม้ในการขับเคี่ยวตอนนั้นจะมีแรงผลักดันประเด็นให้ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ถึงขั้นเป็นมติของ สนช. พร้อมออกมาเดินเกมกดดันอย่างหนักหน่วงหวังให้ กรธ.คล้อยตาม ยอมเพิ่มอำนาจ สว.ให้สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี
แต่สุดท้าย กรธ.อธิบายจุดยืนที่ไม่ให้อำนาจ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรี เพราะต้องการให้เป็นไปตามหลักสากลตามระบอบประชาธิปไตยที่ยึดโยงอำนาจประชาชนให้เป็นผู้กลั่นกรองเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นผู้นำรัฐบาล
นอกเหนือไปจากประเด็นในช่วงการเผยแพร่เนื้อหาสาระของร่างรัฐธรรมนูญก่อนประชามติก็ไม่มีการพูดถึงอำนาจ สว.ถึงขั้นสามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี ดังนั้นหากปรับแก้ให้อำนาจ สว.มากเกินไป อาจเข้าข่ายบิดเบือนเจตนารมณ์ประชาชนที่ออกเสียงรับคำถามพ่วงได้
ทุกอย่างจึงเหมือนจะปิดฉากตั้งแต่ยกแรกที่ กรธ.แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญตามจุดยืนที่ประกาศ พร้อมส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ แต่ทว่าความเคลื่อนไหวจากฝั่ง สนช.และ สปท.ที่ต้องการให้ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้ยังไม่หมดไป
การต่อสู้ในยกสุดท้าย จึงอยู่ที่การชี้ขาดของศาลรัฐธรรมนูญ ที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นจากแม่น้ำทั้ง 3 สาย สนช. สปท.และ ครม. ที่ว่าไปแล้วก็ใช้ว่าจะไม่มีน้ำหนัก
เมื่อทั้ง สนช.และ สปท.เองก็เป็นคนคิดคำถามพ่วง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเหตุผล เจตนารมณ์ และรายละเอียดของการตั้งคำถาม จึงเป็นสิ่งที่ทางศาลรัฐธรรมนูญต้องรับฟัง
ยังไม่พูดไปไกลถึงที่มาของคำถามพ่วง ซึ่งถูกมองว่าเป็นการรับสัญญาณมาจากทาง คสช.ที่เคยผลักดันประเด็นนี้ตั้งแต่ยื่นข้อเสนอให้ กรธ.ตั้งแต่เมื่อช่วงรับฟังความคิดเห็นแรกๆ แต่ไม่ได้รับการขานรับ
สอดรับไปกับกลไกต่างๆ ที่มีแต่จะยิ่งตอกย้ำข้อกังขา เรื่อง “สืบทอดอำนาจ” ปูทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช. กระโดดมารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนนอก
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องให้อำนาจ สว. 250 ที่มาจากการสรรหาร่วมโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เรื่อยไปจนถึงแนวคิดที่จะเซตซีโร่พรรคการเมือง ตลอดจนแนวคิดที่จะใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยเข้ามาช่วย กกต.จัดการเลือกตั้ง
ประเด็นที่ทำให้กลุ่มนี้ต้องผลักดันให้ สว.สามารถเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีได้นั้น เป็นเพราะไม่มั่นใจว่าจะควบคุมทิศทางการเมืองหลังเลือกตั้งได้ จนอาจนำไปสู่ความวุ่นวายอีกครั้ง
เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่ สส.ที่มาจากการเลือกตั้งและได้รับเสียงสนับสนุนจำนวนมากจากประชาชนจะตัดสินใจเลือกคนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี ต่อให้สองพรรคใหญ่ต้องยอมจับมือกันตั้งรัฐบาลก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า
อีกทั้งขยักที่สองหลังการเลือกนายกฯ รอบแรกไม่อาจทำได้ จนต้องใช้เสียงในสภาในการปลดล็อกก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เริ่มตั้งแต่ใช้ 250 เสียง ของ สส. เสนอให้ที่ประชุมลงมติเพื่องดเว้นการใช้บัญชีนายกรัฐมนตรีของแต่ละพรรคที่เสนอมาก่อนเลือกตั้ง ซึ่งในการลงมติจะต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของ สส.และ สว.รวมกัน ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียว
โดยเฉพาะในกรณีที่สองพรรคใหญ่ได้รับคะแนนเสียงค่อนข้างมาก จนสามารถคัดง้างกับ 250 เสียงของ สว.
ดังนั้น การต่อสู้เพื่อปูทางนายกรัฐมนตรีคนนอก จึงจำเป็นต้องหวังพึ่งการเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีของ สว.และทำให้การต่อสู้ในชั้นการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมีความสำคัญ ที่ทาง สปช. สนช.และ ครม.จะต้องหยิบยกเหตุผลนำเสนอข้อมูลว่าตามคำถามพ่วงนั้นหมายรวมถึงการให้อำนาจ สว.เสนอชื่อนายกรัฐมนตรีด้วย
ทั้งหมดนี้ จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้ยกสุดท้ายที่จะตัดสินเส้นทางและโอกาสของนายกรัฐมนตรีคนนอก