ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
16 กันยายน 2559 เวลา 11:05 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/454823

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
“การยึดทรัพย์” ถือเป็นหนึ่งในมาตรการปราบปรามการทุจริตที่นักการเมืองไทยหวาดกลัวมากที่สุด ในอดีตกระบวนการยุติธรรมของไทยเคยดำเนินการยึดทรัพย์นักการเมืองมาแล้วหลายกรณี แต่คงไม่มีครั้งไหนที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้เท่ากับการยึดทรัพย์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี
เมื่อปี 2553 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษายึดทรัพย์อดีตนายกฯ ทักษิณ ในคดีร่ำรวยผิดปกติอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น รวมเป็นมูลค่า 4.6 หมื่นล้านบาท ผลของคำพิพากษาในคดีดังกล่าวได้นำมาซึ่งการขยายผลตรวจสอบในคดีที่เกี่ยวข้องต่างๆ มากมาย เช่น การแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรคมนาคม เป็นต้น
จากปี 2553 ถึงปี 2557 ทันทีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงมือรัฐประหารล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกเพ่งเล็งว่า คสช.จะตั้งซูเปอร์คณะกรรมการอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่เพื่อดำเนินการควบคุมทรัพย์สินของนักการเมืองโดยตรงเหมือนกับเมื่อที่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เคยตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ที่ให้มีภารกิจเพื่อล้างบางการทุจริตด้วยมาตรการการยึดทรัพย์เป็นการเฉพาะ
แต่สุดท้าย คสช.ก็ไม่ได้ดำเนินการแบบในอดีต ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ คสช.มองว่าปัจจุบันมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อยู่แล้ว รวมไปถึงหัวหน้า คสช.มีอำนาจครอบจักรวาลตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 จึงไม่จำเป็นต้องตั้งซูเปอร์คณะกรรมการอย่าง คตส.ขึ้นมา
อย่างไรก็ตาม ถ้ามองจากสถานการณ์ในปัจจุบัน “การยึดทรัพย์นักการเมือง” ใกล้เกิดขึ้นเข้าไปทุกขณะ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การจัดการกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ หลังจากเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่คําสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 56/2559 เรื่องการคุ้มครองการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรในการดูแลของรัฐและการดําเนินการต่อผู้ต้องรับผิด
สาระสำคัญของคำสั่งหัวหน้า คสช. คือ การให้กรมบังคับคดีมีอํานาจหน้าที่ในการใช้มาตรการบังคับทางปกครอง ตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
การที่กรมบังคับคดีเข้ามามีบทบาทตามคำสั่งข้างต้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการรองรับการยึดทรัพย์คดีจำนำข้าวในอนาคต ทันทีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ลงนามในคำสั่งทางปกครองเพื่อเรียกชดใช้ค่าสินไหมจากการกระทำละเมิดในคดีจำนำข้าว
ทั้งนี้ ตามกลไกเดิมถ้าไม่มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 56/2559 ภาระในการบังคับคดีต้องตกเป็นของกระทรวงพาณิชย์ในฐานะหน่วยงานที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งต้องยอมรับว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่ได้มีเครื่องมือสำหรับดำเนินการบังคับคดี ดังนั้น คสช.จึงต้องมอบหน้าที่นี้ให้กับหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญอย่างกรมบังคับคดีเข้ามาทำหน้าที่แทน
เท่ากับว่า พล.อ.ประยุทธ์ เซ็นคำสั่งเปิดไฟเขียวเมื่อไหร่ กระบวนการยึดทรัพย์ก็เริ่มได้ตั้งแต่นั้น
สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ฝ่ายที่รับผลกระทบเต็มๆ คงหนีไม่พ้น “บุญทรง เตริยาภิรมย์” อดีต รมว.พาณิชย์ “ภูมิ สาระผล” อดีต รมช.พาณิชย์ และอดีตข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้องประมาณ 3-4 คน
ถ้าจะบอกว่าการให้อำนาจกรมบังคับคดีของ คสช.จะเป็นเหมือนกับกลไกของ คตส.ก็คงไม่ผิดนัก เพียงแต่ คสช.ใช้กลไกพิเศษผสมกับกลไกปกติ ต่างจากกรณีของ คมช.ที่ใช้กลไกพิเศษอย่างเดียว
การใช้อำนาจแบบลูกผสมของ คมช.ย่อมมีแรงต้านน้อยกว่า เพราะแม้ คสช.จะถูกมองว่าใช้อำนาจมาตรา 44 แต่ คสช.ก็ย่อมอ้างได้ว่าการใช้มาตรา 44 ดังกล่าวเป็นแค่การอำนวยความสะดวกให้กับกลไกปกติที่มีอยู่เดิมอย่างกรมบังคับคดีสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งผู้ถูกยึดทรัพย์ยังมีสิทธิอุทธรณ์ต่อศาลปกครองได้
ในทางตรงกันข้าม ถ้า คสช.ใช้มาตรา 44 ลงมือยึดทรัพย์ทันที ตรงนี้ย่อมเป็นแผลให้ฝ่ายตรงข้ามนำมาทำลายความน่าเชื่อถือของ คสช.ได้ ซึ่งย่อมไม่เป็นผลดีต่อ คสช.ในระยะยาวอย่างแน่นอน
ขณะเดียวกัน การเปิดเกมรุกของ คสช.ผ่านการกลไกคดีจำนำข้าวครั้งนี้ ไม่ได้มีผลแค่ “บุญทรง-ภูมิ” เท่านั้น แต่ยังสร้างความหนาวๆ ร้อนๆ ไปถึง “ยิ่งลักษณ์” ด้วย
กล่าวคือ ยิ่งลักษณ์ ตกเป็นจำเลยในคดีการละเว้นปฏิบัติจากกรณีปล่อยให้โครงการรับจำนำข้าวได้รับความเสียหาย ซึ่งอยู่ในระหว่างการต่อสู้คดีในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ถึงแม้กรณีการยึดทรัพย์อาจจะไม่เกี่ยวกับคดีของยิ่งลักษณ์โดยตรง เพราะฐานความผิดต่างกัน แต่เป็นคดีที่มีข้อเท็จจริงเดียวกัน คือ โครงการรับจำนำข้าวและการขายแบบรัฐต่อรัฐ มาจากนโยบายรัฐบาลเหมือนกัน
เมื่อโครงการมีที่มาจากนโยบายของรัฐบาล และนโยบายของรัฐบาลก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมทำให้การยึดทรัพย์ครั้งนี้มีผลต่อคดีของยิ่งลักษณ์ไม่มากก็น้อย โดยอาจเป็นการเพิ่มน้ำหนักเพื่อชี้ให้ศาลฎีกาฯ เห็นว่าโครงการจำนำข้าวมีความเสียหายจริงโดยมีกรณีการยึดทรัพย์เป็นหนึ่งในผลของความเสียหายที่เกิดขึ้น
จึงไม่แปลกที่ฝ่ายพรรคเพื่อไทยต่างออกอาการหัวเสียพอสมควรกับการดำเนินการของ คสช. เพราะนั่นหมายถึงตัวขุนของพรรคกำลังอยู่ในภาวะเสี่ยงเข้าไปทุกขณะ