ยุทธศาสตร์ปราบทุจริต นักการเมืองต้องสาบานห้ามโกง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 ตุลาคม 2559 เวลา 10:35 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/458657

ยุทธศาสตร์ปราบทุจริต นักการเมืองต้องสาบานห้ามโกง

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

สํานักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กำลังอยู่ระหว่างการจัดทำร่างยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564) ซึ่งเตรียมเสนอให้รัฐบาลพิจารณาให้ความเห็นชอบ มีสาระสำคัญดังนี้

การป้องกันทุจริตจะเริ่มตั้งแต่ต้นทาง กล่าวคือ กระบวนการเข้าสู่อำนาจหรือเข้าสู่ตำแหน่งของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งสกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบาย ตั้งแต่ขั้นการก่อตัวของนโยบาย ไปจนถึงขั้นการติดตามการตรวจสอบผลกระทบจากการทุจริตหรือความไม่โปร่งใสในการนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งในยุทธศาสตร์ฯ ระยะที่ 3 มีจุดเน้นที่ผสมผสานกันระหว่างงานป้องกันที่มุ่งผนึกกำลังทุกภาคส่วน ดึงจุดแข็งตามบทบาทภารกิจของแต่ละหน่วยงานมาร่วมสร้างสังคมที่ซื่อสัตย์และสุจริต สามารถแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชน์ส่วนรวม

ยุทธศาสตร์ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตระยะที่ 3 (พ.ศ. 2560-2564) ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์สำคัญ ดังนี้

ยุทธศาสตร์ที่ 1 สร้างสังคมที่ไม่ทนต่อการทุจริต สร้างกลไกการกล่อมเกลาทางสังคม เป็นการขัดเกลาผ่านการอบรมสั่งสอน ทั้งในระดับครอบครัว ระดับการศึกษา ซึ่งกรณีนี้ผู้สอนและผู้รับจะรู้สึกตัวในกระบวนการอบรมสั่งสอนโดยตรง

แบ่งเป็น 1.กลไกทางสังคมที่เป็นทางการ สร้างหลักสูตรต่อต้านการทุจริต เข้าไปในแบบเรียน ของนักเรียน นักศึกษา ในทุกระดับชั้น ทั้งในระบบและนอกระบบการศึกษาเป็นภาคบังคับ บูรณาการการพัฒนาคุณภาพชีวิตและจิตวิญญาณด้วยหลักคิดคุณธรรมจริยธรรมเพื่อปลูกฝังค่านิยมร่วมต้านการทุจริตในทุกรูปแบบ 2.กลไกทางสังคมที่ไม่เป็นทางการ ใช้กลไกทางศาสนาเป็นกลไกในการขัดเกลา สร้างความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการต่อต้านการทุจริต

ยุทธศาสตร์ที่ 2 ยกระดับเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านการทุจริต มุ่งเน้นการพัฒนากลไกการกำหนดให้นักการเมืองแสดงเจตจำนงทางการเมืองในการต่อต้านการทุจริตต่อสาธารณะก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งหรือก่อนดำรงตำแหน่งทางการเมือง แสดงแนวทางการบริหารที่ปราศจากผลประโยชน์ทับซ้อน อีกทั้งพรรคการเมืองยังจะต้องจัดทำเอกสารแสดงเจตจำนงทางการเมืองของพรรคการเมืองในการต่อต้านการทุจริตและเผยแพร่ให้แก่ประชาชน

หากตลอดวาระในการบริหารงานเกิดการทุจริต หรือเกิดความผิดพลาดที่ส่งผลกระทบต่อความเสียหายของสังคมและประเทศชาติ ต้องแสดงความรับผิดชอบต่อประชาชนต่อประเทศชาติ เป็นการสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองใหม่ที่มุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อประชาชนและสังคม

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบาย ให้ความสำคัญกับปัญหาการทุจริตเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นปัญหาการทุจริต โดยจะมุ่งเน้นการพัฒนากลไก มาตรการทางกฎหมาย รองรับการตรวจสอบการทุจริตเชิงนโยบาย ทั้งนี้เป็นการกำหนดระเบียบ แนวทาง การตรวจสอบนโยบายประชานิยมและวิเคราะห์ผลกระทบของนโยบายของพรรคการเมือง

วางมาตรการเสริมในการตรวจสอบกระบวนการทางนโยบาย เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการก่อตัวของนโยบาย การกำหนดนโยบาย การตัดสินใจในนโยบาย การนำนโยบายไปปฏิบัติและการประเมินนโยบาย นอกจากนี้ต้องมีการรายงานผลการสกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบาย ซึ่งเป็นการประเมินกระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติว่าภายหลังจากที่มีมาตรการเสริมในการตรวจสอบนโยบายแล้ว นโยบายนั้นยังมีความเสี่ยงต่อการทุจริตอีกหรือไม่ นโยบายมีประสิทธิภาพหรือมีความคุ้มค่าหรือไม่ เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมโดยรวมหรือไม่

ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนาระบบการป้องกันการทุจริตเชิงรุก รัฐบาลและองค์กรอิสระต้องร่วมมือกันพัฒนาและปรับปรุงแนวทาง มาตรการ หรือระบบการทำงานที่สามารถนำไปปรับใช้กับการป้องกัน หรือแก้ไขกระบวนการทำงานของส่วนราชการให้ปลอดจากการทุจริต เช่น การสร้างกระบวนการให้ภาคประชาสังคม เข้ามามีส่วนร่วมในการสังเกตการณ์ หรือรับทราบข้อมูล ข่าวสารของทางราชการเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการส่งเสริมและพัฒนาศูนย์ปฏิบัติการต่อต้านการทุจริตให้มีความเข้มแข็ง พร้อมทั้งสามารถยับยั้ง หรือป้องกันการทุจริตภายในหน่วยงานของตนเอง

ยุทธศาสตร์ที่ 5 ปฏิรูปกลไกและกระบวนการปราบปรามการทุจริต มุ่งเน้นการปรับปรุงกระบวนการกลไกต่างๆ ของการปราบปรามการทุจริตทั้งระบบให้สามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เช่น การบังคับใช้กฎหมาย การตรากฎหมายที่เท่าทันต่อการตรวจสอบการทุจริต กำหนดกรอบระยะเวลาในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการปราบปรามการทุจริตให้ชัดเจนและควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐาน รวมทั้งพัฒนาและจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจ โดยมีอำนาจเฉพาะและมีขั้นตอนการดำเนินการที่กระชับและรวดเร็ว

ยุทธศาสตร์ที่ 6 ยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) จัดตั้งหน่วยงานหรือกลุ่มภารกิจเพื่อทำหน้าที่ในการศึกษาแหล่งข้อมูลทั้งหมดที่ใช้สำหรับการจัดอันดับดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศ (CPI) ในแต่ละแหล่ง ศึกษาและวิเคราะห์ว่าในแต่ละแหล่งข้อมูลนั้นมีการประเมินในประเด็นใดบ้าง เช่น การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ฯลฯ พร้อมกับศึกษาวิธีการสำรวจและการจัดเก็บข้อมูลของแต่ละแหล่งข้อมูล

ขณะเดียวกันให้มีหน่วยงานหรือกลุ่มภารกิจขึ้นเพื่อทำหน้าที่เร่งรัด และกำกับติดตามให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องดำเนินการปรับปรุงแก้ไขการบริหารจัดการเพื่อตอบสนองการยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริตของประเทศให้สูงขึ้น หรือกำหนดเป็นมาตรการให้หน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการ หากไม่ดำเนินการตามระยะเวลาที่กำหนดนับว่าเป็นความผิด

 

Leave a comment