ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ต.ค. 2559 08:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/749692

นักลงทุนตื่นตระหนก กังวลความไม่แน่นอนในประเทศ เทขายหุ้นหนัก กดดัชนีรูดต่ำสุด 53.18 จุด นักวิเคราะห์คาด ยังมีโอกาสลงได้อีกใน 2—3 วัน แต่ระยะยาวมองพื้นฐานหุ้นไทยยังดี ขณะที่ “สมคิด” ปลุกนักลงทุน เชื่อมั่นประเทศไทย เหตุพื้นฐานเศรษฐกิจยังแกร่ง เชื่อจากนี้ตลาดดีขึ้นแน่ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนเดือน ต.ค.ลดลงกว่า 26% กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย
ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะตลาดหุ้นไทยวันที่ 10 ต.ค.59 ว่า นักลงทุนกังวลกับปัจจัยความไม่แน่นอนภายในประเทศ พากันเทขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยงและตัดขายทำกำไร กดดัชนีปรับตัวลงอย่างรุนแรงทันทีที่ตลาดเปิดการซื้อขาย โดยดัชนีเปิดตลาดลดลง 53.18 จุด หรือ 3.55% มาอยู่ที่ 1,450.87 จุด ซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของวัน ก่อนจะมีแรงซื้อคืนพยุงตัวขึ้นมาได้เพียงเล็กน้อย ก่อนมาปิดตลาดที่ 1,457.02 จุด ลดลง 47.32 จุด หรือ 3.15% ท่ามกลางการซื้อขายหนาแน่น โดยนักลงทุนสถาบันในประเทศเป็นตัวการขายนำตลาดสุทธิ 7,268.24 ล้านบาท ตามด้วยพอร์ตโบรกเกอร์ ขายสุทธิ 627.33 ล้านบาท นักลงทุนรายย่อย เข้ามาสวนซื้อสุทธิ 6,896.83 ล้านบาท และต่างชาติซื้อสุทธิ 998.73 ล้านบาท
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ดัชนีหุ้นไทยลดลงอย่างหนักตั้งแต่ช่วงเช้าที่เปิดตลาดว่า คนไทยขี้ตกใจ เชื่อว่าด้วยปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยที่แข็งแกร่งจะทำให้ตลาดปรับตัวดีขึ้นหลังจากนี้ จึงวอนนักลงทุนให้เชื่อมั่นไทย ส่วนการเดินทางไปฝรั่งเศสและเยอรมนีช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ในเร็วๆนี้รัฐบาลและภาคเอกชนของทั้งสองประเทศจะเดินทางมาเยือนไทย ซึ่งเบื้องต้นนักลงทุนทั้ง 2 ชาติสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในไทย
ส่วนนายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ไทยพาณิชย์กล่าวว่า นักลงทุนเทขายด้วยความตื่นตระหนก หรือแพนิคกับปัจจัยลบภายในประเทศ ส่วนตัวมองว่าระยะสั้นตลาดยังมีโอกาสปรับลดลงต่อเนื่องอีก 2-3 วัน แนะนำให้นักลงทุนทำใจให้นิ่ง เพราะตลาดผันผวน ส่วนนักลงทุนที่มีความรู้การซื้อขายระยะสั้น อาจหาจังหวะเข้าซื้อขายทำกำไรระยะสั้นได้ ส่วนนักลงทุนหน้าใหม่ แนะนำไม่ให้เข้าไปเสี่ยงในตลาดช่วงนี้ ควรจับตาดูจนกว่าราคาหุ้นจะรับข่าวร้ายไปในระดับหนึ่งแล้ว
สำหรับการลงทุนระยะยาว มองว่าพื้นฐานหุ้นไทยยังดีอยู่ เพราะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น จากระดับหนี้ครัวเรือนลดลง การส่งออกเริ่มฟื้นตัว และการบริโภคที่เห็นสัญญาณดีขึ้น ขณะที่นักลงทุนต่างชาติยังมองว่าตลาดหุ้นไทยเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐที่เริ่มชัดเจน ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งกำลังจะมีการเลือกตั้งในเร็วๆนี้ ส่วนปัจจัยต่างประเทศที่นักลงทุนต้องติดตามหลังจากนี้ ซึ่งมีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นทั่วโลกรวมทั้งไทยคือ การเลือกตั้งประธานา– ธิบดีสหรัฐฯในเดือน พ.ย.นี้ และแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ตลาดมองว่าอาจปรับขึ้นในเดือน ธ.ค.นี้
ด้านนายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการเงินทุนบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย กล่าวว่า หุ้นไทยที่ปรับตัวลงแรง เมื่อมีปัจจัยหรือข่าวลบมากระทบ เพราะราคาหุ้นไทยที่ผ่านมา อยู่ในระดับที่แพงเกินไป ทำให้นักลงทุนเทขายทำกำไร แต่ในช่วงที่ตลาดปรับตัวลง แนะนำให้เข้าซื้อหุ้น 40% ของพอร์ต และเงินที่เหลือถือเงินสด 60% จากก่อนหน้าที่ดัชนีปรับขึ้นไปที่ระดับ 1,558 จุด ได้แนะนำให้นักลงทุนถือเงินสดถึง 80%
“ประเมินว่า ตลาดหุ้นปี 60 ดัชนีจะแกว่งตัวในกรอบแคบ แม้เศรษฐกิจไทยโดยรวมดีขึ้น แต่อัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จะกดดันดัชนี จึงไม่เหมาะลงทุนหุ้นระยะยาว ต้องลงทุนระยะสั้นในลักษณะขึ้นขาย-ลงซื้อ โดยดัชนีหุ้นไทยปีหน้าจะแกว่งในกรอบ 1,335-1,540 จุด บนสมมติฐานที่อัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (พี/อี) ที่ 13-15 เท่า ดัชนีที่เหมาะสมที่จะทยอยเข้าซื้อคือ ช่วง 1,335-1,438 จุด ซึ่งพี/อีอยู่ที่ 13-14 เท่า หุ้นที่น่าสนใจเป็นกลุ่มที่ผลประกอบการเติบโตโดดเด่น เช่น พลังงาน อุปโภคบริโภค ประกัน ธนาคาร และหุ้นเกี่ยวกับการส่งออก”
โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามคือ กระแสเงินทุนต่างชาติที่อาจไหลออก หรือเข้ามาลงทุนในหุ้นไทยลดลง เพราะคาดว่าเฟดและธนาคารกลางญี่ปุ่น อาจไม่เพิ่มเม็ดเงินในมาตรการคิวอีที่อัดฉีดเงินเข้าระบบ เพราะปัจจุบันเงินจากคิวอีที่ไหลเข้ามาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ รวมทั้งไทย ทำให้ตลาดหุ้นตลาดเกิดใหม่ปรับตัวขึ้นร้อนแรงในปีนี้
ส่วนนายสันติ กีระนันทน์ รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า สาเหตุที่ดัชนีหุ้นไทยลงแรง เพราะราคาหุ้นไทยขึ้นมาอยู่ในระดับสูง ทำให้นักลงทุนเทขายทำกำไร และเลือกถือเงินสด แต่เชื่อว่าความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจะเป็นปัจจัยระยะสั้น คาดว่าหลังจากนี้ตลาดจะกลับสู่ภาวะปกติได้ ขณะที่นายคเณศ วังส์ไพจิตร ผู้อำนวยการสภาธุรกิจตลาดทุน กล่าวถึงดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือน ต.ค.59 ที่สะท้อนความเชื่อมั่นในอีก 3 เดือนข้างหน้าของนักลงทุนว่า อยู่ที่ 103.84 จุด ลดลง 26.19% จากการสำรวจครั้งก่อน โดยนักลงทุนทุกกลุ่ม ทั้งนักลงทุนรายบุคคล สถาบันในประเทศ และต่างชาติ เชื่อมั่นลดลง เพราะการส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟดที่เป็นตัวฉุดความเชื่อมั่นต่อการลงทุนมากที่สุด เพราะอาจส่งผลให้เงินไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ โดยหมวดธุรกิจที่น่าสนใจลงทุนมากที่สุดคือ รับเหมาก่อสร้าง ส่วนหมวดสื่อและสิ่งพิมพ์ เป็นธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด.