ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
19 ตุลาคม 2559 เวลา 10:00 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/460907

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
แม้ว่าประเทศไทยและคนไทยทั่วโลกจะอยู่ในภาวะโศกเศร้า ภายหลังการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช แต่รัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ประกาศย้ำชัดเจนว่าประเทศจะต้องเดินหน้า
การประกาศเช่นนี้ของ พล.อ.ประยุทธ์ เท่ากับเป็นสัญญาที่ให้ต่อประชาชนแล้วว่าโรดแมปที่ คสช.วางเอาไว้ยังคงเป็นไปตามเดิมทุกประการ
“เรื่องต่อไปที่ทุกคนอยากทราบว่า เมื่อเกิดสถานการณ์เช่นนี้ แน่นอนประเทศหยุดไม่ได้ ยิ่งต้องช่วยและร่วมมือกันในการสร้างความเข้าใจ รวมพลังกันขับเคลื่อน สนับสนุนการทำงานของรัฐบาล เดินหน้าประเทศ ซึ่งวันนี้ยังอยู่ในขั้นตอนตามโรดแมปทุกประการยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ฉะนั้นขอความร่วมมือว่าอะไรที่จะทำให้เกิดปัญหาล่าช้า ขอร้องอย่าเพิ่งกระทำกันเลย ขอให้เห็นกับประเทศชาติก่อน ดังนั้นการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล รวมถึงเรื่องกฎหมายของรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้งยังเป็นไปตามโรดแมปเดิม คงไม่ต้องมาถามว่าเมื่อไรอย่างไร” พล.อ.ประยุทธ์ แถลงล่าสุดเมื่อวันที่ 18 ต.ค.
โดยคาดว่าเมื่อกระบวนการตามรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 และกฎมนเทียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช 2467 ดำเนินการเสร็จสิ้นในช่วงเวลาใด กระบวนการทำให้ร่างรัฐธรรมนูญที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ส่งให้กับรัฐบาลก็สามารถเริ่มได้ทันที
การขยับตัวเดินหน้าของรัฐบาลส่งผลให้แม่น้ำสายอื่นๆ มีความเคลื่อนไหวตามไปด้วย อย่างการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจำนวน 10 ฉบับที่อยู่ในความดูแลของ กรธ. “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธาน กรธ.ย้ำชัดว่าจะเร่งพิจารณาต่อไป
โดยเฉพาะร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และพรรคการเมือง ซึ่ง กรธ.ดำเนินการไปแล้วกว่า 50% โดยมั่นใจว่าเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ สามารถส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาได้ทันที
เช่นเดียวกับ “พรเพชร วิชิตชลชัย” ประธาน สนช. เตรียมนัดประชุม สนช.ตามปกติในวันที่ 27-28 ต.ค.ตามปกติ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่ค้างอยู่ในระเบียบวาระ รวมไปถึงการดำเนินการถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่งในกรณีที่มีอดีต สส.พรรคเพื่อไทยปลอมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เกี่ยวกับที่มาของ สว.และการเสียบบัตรลงคะแนนแทนในระหว่างการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม มีอยู่เรื่องหนึ่งที่รัฐบาลยังไม่ประกาศให้ชัดเจนนอกเหนือไปจากการเดินหน้าตามโรดแมป คือ การสร้างความปรองดอง
ต้องยอมรับว่าเวลานี้เป็นช่วงที่คนไทยกำลังหลอมหัวใจเป็นดวงเดียวกันเพื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ประกอบกับฝ่ายการเมืองอยู่ในภาวะที่สงบนิ่งและไม่ค่อยปรากฏความเคลื่อนไหวมากนัก จึงเป็นโอกาสดีที่รัฐบาลจะน้อมนำเอาพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เกี่ยวกับการสร้างความสามัคคีมาดำเนินการให้เป็นรูปธรรม หลังจากการสร้างความปรองดองเป็นหนึ่งในภารกิจที่ยังไม่มีความคืบหน้าจากรัฐบาลมากนัก
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดอง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่มี “เอนก เหล่าธรรมทัศน์” เป็นประธานในขณะนั้น ได้รวบรวมข้อมูลและความคิดเห็นส่งไปให้ พล.อ.ประยุทธ์ พิจารณาแล้ว โดยมีสาระสำคัญหลายประการ
1.การแสวงหาและเปิดเผยข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรง เพื่อการสร้างความเข้าใจร่วมกันของสังคมต่อเหตุการณ์ และนำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาสรุปบทเรียนในการป้องกันมิให้ประเทศชาติต้องประสบกับวิกฤตการณ์เช่นนี้อีก
2.การอำนวยความยุติธรรม การสำนึกรับผิดและการให้อภัย การนำหลักความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน อันเป็นหลักความยุติธรรมและกระบวนทัศน์แบบความยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ เพื่อช่วยนำพาสังคมไปสู่สันติภาพ ให้สังคมเดินหน้าต่อไป
3.การสร้างสภาวะที่เอื้อต่อการอยู่ร่วมกัน ส่งเสริมให้มียุทธศาสตร์การสื่อสารกับสังคมเพื่อสร้างความเข้าใจของประชาชนให้ตระหนักถึงผลจากการใช้ความรุนแรงในการจัดการปัญหาและผลักดันการปฏิรูปโครงสร้างและระบบเศรษฐกิจเพื่อขจัดปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ฝ่ายการเมืองค่อนข้างออกมาต่อต้าน คสช. เพราะไม่พอใจการทำงานของ คสช.และเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อการเมืองอยู่ในภาวะนิ่งสงบ ก็เป็นโอกาสดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะหยิบฉวยไว้
ดังนั้น อาจเรียกได้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ พร้อมไปด้วยข้อมูลและอำนาจ เหลือเพียงรอจังหวะเวลาที่เหมาะสม พล.อ.ประยุทธ์ ก็น่าจะมีโอกาสเปิดพื้นที่เพื่อสร้างกระบวนการสันติภาพที่จะนำไปสู่การสร้างความสมานฉันท์
ถ้าเลือกจังหวะและเนื้อหาได้ถูก โอกาสที่การปรองดองจะเกิดขึ้นก็พอมีความเป็นไปได้ และถ้าทำได้ พล.อ.ประยุทธ์ จะได้ลงจากหลังเสืออย่างสง่างาม