บนเส้นทางการปฏิรูปประเทศ ใต้ร่ม…ราชาประชารัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/755286

17 ต.ค. 2559 05:30

บนเส้นทางการปฏิรูปประเทศ ใต้ร่ม…ราชาประชารัฐ

17 ต.ค. 2559 05:30

บนเส้นทางการปฏิรูปประเทศเพื่อให้พ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลางนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงโครงสร้างประเทศในทุกสาขา ตั้งแต่ระดับล่างขึ้นสู่ระดับบน ทั้งในภาคเกษตรกรรม การศึกษา ไปจนถึงภาคการผลิตในอุตสาหกรรม รวมทั้งระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานต่างๆอีกมากมาย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การปฏิรูปประเทศไทยบรรลุผลสมดังที่คาดหวังไว้ ทีมเศรษฐกิจ ขอเสนอให้รัฐบาลนำเอาแนวพระราชดำริด้านการพัฒนาประเทศของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศ ไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจัง และสำเร็จดังปณิธานของพระองค์ท่านดังที่จะกล่าวต่อไปนี้

**************

ใส่ใจพื้นฐานของประชาชน

นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยมีรากฐานผูกพันกับภาคการเกษตร ทั้งยังมีภูมิศาสตร์ที่เอื้ออำนวยต่อการทำเกษตรกรรม จึงทำให้ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญที่หล่อเลี้ยงอาหารแก่ชาวโลก กระนั้น การขยายสาขาเศรษฐกิจไปสู่ภาคอุตสาหกรรม และบริการ ด้านหนึ่งทำให้ขนาดเศรษฐกิจของประเทศขยายตัวมาจนถึงระดับ 13 ล้านล้านบาท แต่อีกด้านหนึ่งภาคเกษตรกรรมในชนบทก็ยังต้องประสบกับปัญหามากมายที่สะสมมานานจนกลายเป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไขได้ยาก ส่งผลให้ความยากจนเพิ่มขึ้นตามลำดับ

สัดส่วนจีดีพี (รายได้ประชาชาติ) ภาคการเกษตรลดลงถึงระดับต่ำกว่าร้อยละ 10 ทั้งยังเป็นสัดส่วนเกือบร้อยละ 40 ของประชากรในวัยทำงานด้วย จึงเกิดสภาพที่ภาคเกษตรมีการใช้แรงงานมาก แต่ผลผลิตต่ำ นั่นทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ประสบภาวะหมดเนื้อหมดตัว

รายงานของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) ระบุว่า เกษตรกรที่เคยเป็นเจ้าของที่ดิน ลดลงจากร้อยละ 43.76 ในปี 2547 เหลือเพียงร้อยละ 17.81 เท่านั้นในปี 2554

การจะยกประเทศไทยออกจากประเทศกับดักรายได้ปานกลางสำเร็จจึงเป็นเรื่องยากมาก หากรัฐไม่ทุ่มเทกับการแก้ไขปัญหาที่สะสมกันมาเป็นเวลานานให้แก่ภาคเกษตรกรรมในชนบท ทั้งยังอาจจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้ความเหลื่อมล้ำในสังคมไทยรุนแรงยิ่งขึ้นจนสร้างปัญหาอื่นๆตามมาอย่างนับไม่ถ้วนด้วย

ในอดีตที่ประเทศไทยมุ่งหน้าไปเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำรัสไว้ในปี 2536 ว่า “…ตามปกติคนเราชอบดูสถานการณ์ในทางดี ที่เขาเรียกว่าเล็งผลเลิศ ก็เห็นว่า ประเทศไทยเรานี่ก้าวหน้าดี การเงินการอุตสาหกรรมการค้าดี มีกำไร…

อีกทางหนึ่งก็ต้องบอกว่า เรากำลังเสื่อมลงไปส่วนใหญ่ ทฤษฎีว่า ถ้ามีเงินเท่านั้นๆ มีการกู้เท่านั้นๆ หมายความว่า เศรษฐกิจก้าวหน้า แล้วประเทศก็เจริญ มีหวังว่าจะเป็นมหาอำนาจ ขอโทษเลยต้องเตือนเขาว่า จริงตัวเลขดี แต่ว่า ถ้าเราไม่ระมัดระวังในความ ต้องการพื้นฐานของประชาชนนั้น ไม่มีทาง…”

จากนั้นไม่กี่ปี ประเทศไทยก็เข้าสู่วิกฤติต้มยำกุ้ง ประชาชนตกงาน ธุรกิจล้มลงเป็นจำนวนมาก มีการปิดสถาบันการ เงิน 56 แห่ง ใช้เงิน ไปสูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องช่วยเหลือสถาบันการเงิน และธนาคารพาณิชย์ไม่ให้ล้มครืนลงทั้งระบบ

ขณะเดียวกันยังใช้เงินกว่า 24,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพื่อปกป้องค่าเงินบาท ก่อนจะพ่ายแพ้ให้แก่พ่อมดการเงินโลกทั้งหลาย จนต้องเข้าสู่โครงการความช่วยเหลือทางด้านการเงิน และทางวิชาการจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ภายใต้วงเงินกู้ 17,200 ล้านเหรียญ

ต้องเริ่มจากการพอมีพอกินก่อน

สหกรณ์การเกษตรเป็นรูปแบบหนึ่งของการรวมตัวกันเพื่อสร้างความเข้มแข็ง นับจากการจัดตั้งสหกรณ์แห่งแรกในประเทศไทยเมื่อ 100 ปีก่อนในจังหวัดพิษณุโลก จากนั้นจึงเกิดสหกรณ์ประเภทต่างๆตามมา จนมีจำนวนประมาณ 7,000 แห่งในปัจจุบัน และมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นสหกรณ์การเกษตร

อย่างไรก็ตาม ขณะที่สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี ดำเนินกิจการต่างๆมายาวนาน จนมีทุนบริหารเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,300 ล้านบาท ก็มีรายงานจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ว่า ช่วงระหว่างปี 2553-2558 มีสหกรณ์ประเภทต่างๆเลิกกิจการลงไปกว่าพันแห่ง จากการสำรวจยังพบว่ามีจำนวนสหกรณ์มากถึงร้อยละ 60 ไม่มีการจัดทำแผนกลยุทธ์ มีเพียงร้อยละ 40 เท่านั้นที่ทำงานตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้

เช่นเดียวกับวิสาหกิจชุมชนที่มีการจัดตั้งขึ้นทั่วประเทศเกือบ 70,000 แห่ง แต่มีศักยภาพในระดับดีเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น

การรวมตัวกันของประชาชนในชนบทเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ตนเองนั้นต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมายทั้งจากปัจจัยทางสังคมและประชากรคือ เป็นผู้ที่มีระดับการศึกษาน้อย และอายุมาก ปัจจุบันอายุเฉลี่ยของเกษตรกรสูงถึง 46 ปี และเป็นผู้ที่อายุเกิน 60 มากถึงร้อยละ 12.8

นอกจากนั้น ระบบการส่งเสริมภาคการเกษตรให้อยู่ได้ของภาครัฐยังอ่อนแอ ต้นทุนการผลิต และระบบการขนส่ง หรือโลจิสติกส์ของเกษตรกรไทยไม่สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม และลาวได้

อนาคตของเกษตรกรในชนบทจึงยังอ่อนแอเกือบทุกด้าน ยากที่จะพัฒนาตนเองไปได้ สอดคล้องกับพระราชดำรัสที่พระราชทานไว้ว่า “…การพัฒนาประเทศจำเป็นต้องทำตามลำดับขั้น ต้องสร้างพื้นฐานคือความ พอมีพอกิน พอใช้ของประชาชนส่วนใหญ่เป็นเบื้องต้นก่อน โดยใช้วิธีการ และใช้อุปกรณ์ที่ประหยัด แต่ถูกต้องตามหลักวิชา เมื่อได้พื้นฐานมั่นคงพร้อมพอควร และปฏิบัติได้แล้ว จึงค่อยสร้างค่อยเสริมความเจริญและฐานะเศรษฐกิจขั้นที่สูงขึ้นโดยลำดับต่อไป…

หากมุ่งแต่จะทุ่มเทสร้างความเจริญ ยกเศรษฐกิจขึ้นให้รวดเร็วแต่ประการเดียว โดยไม่ให้แผนปฏิบัติการสัมพันธ์กับสภาวะของประเทศ และของประชาชนโดยสอดคล้องด้วย ก็จะเกิดความไม่สมดุลในเรื่องต่างๆขึ้น ซึ่งอาจกลายเป็นความยุ่งยากล้มเหลวได้ในที่สุด…”

บันไดสามขั้นของ “ในหลวง”

หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ประเทศไทยบอบช้ำอย่างหนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ยังพระราชทานพระราชดำรัสสำคัญ ตอนหนึ่งว่า “…ถึงบอกว่า เศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ สองอย่างนี้จะทำความเจริญแก่ประเทศได้ แต่ต้องมีความเพียร แล้วต้องอดทน ต้องไม่ใจร้อน…”

นั่นคือการใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงควบคู่กับเกษตรทฤษฎีใหม่ เพื่อให้ประชาชนทั้งในชนบทและในเมืองพัฒนาได้อย่างมีขั้นตอน จากระดับครัวเรือนสู่ชุมชนได้อย่างมั่งคั่งสมบูรณ์ โดยมีความรู้ และคุณธรรมเป็นเครื่องมือให้เกิดความยั่งยืน

สำหรับประชาชนภาคเกษตรกรรมในชนบทนั้น ทฤษฎีใหม่ขั้นต้นมุ่งหวังให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในด้านการอยู่การกินด้วยการจัดสรรทรัพยากรทางการเกษตรให้เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เพื่อการบริโภค

เมื่อสามารถพึ่งพาตนเองได้ ไม่ต้องสร้างหนี้สินแล้ว ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สองซึ่งได้แก่การรวมกลุ่มกันเพื่อเพิ่มพลัง รวมทั้งลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มอำนาจต่อรองในการขายสินค้าไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ที่สำคัญในขั้นนี้คือ เมื่อลดรายจ่าย เพิ่มรายได้สำเร็จแล้ว จะต้องเสริมความเข้มแข็งภายในชุมชนไปพร้อมๆกัน เช่น การจัดกองทุนสวัสดิการ กองทุนบำรุงศาสนา กองทุนการศึกษา เป็นต้น เพื่อให้การพัฒนาทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมเดินไปพร้อมๆกัน

การรวมตัวกันอย่างเข้มแข็งจะนำไปสู่ความสามารถในทฤษฎี ใหม่ขั้นที่สาม ซึ่งองค์กร ชุมชน จะมีความสามารถเพียงพอในการขยายงานร่วมกับองค์กรภายนอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การระดมทุน การหาแหล่งเงินทุน และการลงทุนขยายกิจการ เป็นต้น

“ราชาประชารัฐ” ของพระราชา

ความสำเร็จของการประยุกต์แนวพระราชดำริปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และทฤษฎีใหม่ ดังที่พระราชทานไว้นั้น เกษตรกรในชนบทไม่สามารถทำได้เองตามลำพัง จึงเป็นงานที่ภาคส่วนต่างๆ ต้องเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เช่น ภาคราชการต้องปฏิบัติหน้าที่ให้สมบูรณ์ สถาบันการศึกษาต้องนำความรู้ไปเสริมความสามารถของชุมชน ภาคธุรกิจให้ความเป็นธรรม และต้องร่วมพัฒนาการกับเกษตรกรเป็นสำคัญ

การก้าวไปในแต่ละขั้นของทฤษฎีใหม่ ล้วนแล้วแต่จะต้องมีบทบาทขององค์กรภายนอกเข้ามาเสริม เช่น ในขั้นที่หนึ่ง เพื่อการพออยู่พอกิน ย่อมต้องพึ่งความรู้ และการสนับสนุนด้านการพัฒนาดิน พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ การจัดการน้ำ ในขณะที่ ขั้นสอง จะต้องเรียนรู้เรื่องการบริหาร เทคนิคการตลาด นวัตกรรม และ ขั้นที่สาม ต้องมีความรู้ด้านการบริหารธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง เป็นต้น

สหกรณ์การเกษตรบ้านลาดเดินบนบันไดสามขั้น และแสวงหาความร่วมมือจากภาคส่วนต่างๆ จนปัจจุบัน นอกจากจะมีขนาดธุรกิจที่ใหญ่จากการเป็นผู้ส่งออกกล้วยรายใหญ่ไปยังประเทศญี่ปุ่น และการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แล้ว ยังจัดการด้านสวัสดิการต่างๆแก่สมาชิกและชุมชน จนริเริ่มทำโครงการเพื่อสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ต่อยอด พัฒนาจากพื้นฐานที่มีอยู่ให้รองรับคนรุ่นใหม่ในชุมชนจริงๆ

แนวทางการพัฒนาประเทศตามพระราชดำริจึงมีความชัดเจนของการเริ่มต้นจากจุดย่อยที่สุด คือ ที่ตัวประชาชน เกษตรกร และครอบครัว แล้วพัฒนาขึ้นเป็นกลุ่ม เป็นชุมชน เป็นสหกรณ์ และขยายจากภายในออกไปสู่ภายนอก

ขณะที่แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามมติองค์การสหประชาชาติ (UN) มีลักษณะเป็นสัญญาประชาคมของสมาชิกที่จะไปขับเคลื่อนในประเทศของตน จึงมีลักษณะการพัฒนาประเทศด้วยกลไกราชการแบบบนลงล่าง อย่างไรก็ตาม องค์การสหประชาชาติเริ่มให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงสร้างไปด้วยกันในทุกภาคส่วน (Inclusive Growth) เป็นความริเริ่มให้เกิดการประสานงานกันระหว่างแนวทางพัฒนาแบบแนวราบ และแนวดิ่ง

แนวพระราชดำริเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนจึงกลายเป็นแนวทางที่ได้รับการยอมรับจากประชาคมโลกเพื่อใช้เป็นแนวทางหลุดพ้นจากเศรษฐกิจที่ชะงักงัน

ประเทศไทยเองก็ควรถึงเวลาที่จะช่วยกันพยุงเกษตรกรในชนบทให้สามารถขึ้นบันไดตามทฤษฎีใหม่ได้อย่างเป็นระบบตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละฝ่ายให้เต็มความสามารถ

ถึงเวลานั้น คนไทยเราก็จะพ้นกับดักรายได้ปานกลางไปพร้อมๆกันตาม พระปณิธานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศของเรา.

ทีมเศรษฐกิจ

Leave a comment