“พระเจ้าอยู่หัว” ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ปวงชนชาวไทยร่วมถวายความจงรักภักดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/753402

14 ต.ค. 2559 06:16

“พระเจ้าอยู่หัว” ทรงเป็นกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ปวงชนชาวไทยร่วมถวายความจงรักภักดี

14 ต.ค. 2559 06:16

เพื่อร่วมถวายความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ทีมเศรษฐกิจ” ขออนุญาต ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นำบันทึกที่ ดร.สุเมธ ได้เขียนถึงพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไว้ในหนังสือ “ตามรอยพระยุคลบาท…ครูแห่งแผ่นดิน” มานำเสนอแก่ท่านผู้อ่านเป็นการร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงทุ่มเทพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยอย่างมิได้ทรงคำนึงถึงความสุขส่วนพระองค์เลยแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม

ในฐานะที่ได้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และได้บรรยายไว้หลายครั้งในหลายโอกาสว่า ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากการทรงสอนงานในอันที่จะทำประโยชน์ให้แก่ปวงชนชาวไทยทุกด้าน จึงได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและตระหนักในสำนึกเป็นอย่างยิ่งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ครูของแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง

ดร.สุเมธ กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณโดยสรุปว่า

“ผมได้เข้าถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านพัฒนาการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ พ.ศ.2514 ขณะนั้นผมดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองวางแผนเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ ของสำนักงานคณะกรรมการการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) และได้ถวายงานเรื่อยมาในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ กปร.) เป็นระยะเวลา 18 ปีกระทั่งลาออกจากราชการใน พ.ศ.2542

ทรงพร้อมจะเสด็จฯไปแก้ปัญหา

ดร.สุเมธกล่าวว่า ระหว่างที่รับราชการอยู่นั้น ในปี พ.ศ.2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจัดตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาขึ้น โดยพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งผมเป็นเลขาธิการมูลนิธิฯ เพราะฉะนั้นเมื่อลาออกจากราชการแล้ว ผมจึงยังคงทำงานมูลนิธิชัยพัฒนาเรื่อยมา จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

หากถามว่า ผมได้รับความประทับใจอะไรบ้างในการถวายงาน ผมคงจะตอบว่า ในฐานะส่วนตัวผมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อตัวผม และในฐานะเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ผมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทย และประเทศชาติ

ตั้งแต่ผมถวายงาน และตามเสด็จพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกสารทิศ แม้ว่าจะทรงเป็นองค์พระประมุขของประเทศ แต่ผมก็สังเกตเห็นความยากลำบากที่ทรง ตรากตรำพระวรกาย ทรงเหน็ดเหนื่อยพระองค์จากการทรงลุยบุกป่าฝ่าดงเข้าไป

ถ้าจุดใดในทั่วราชอาณาจักรไทยมีปัญหา พระองค์ทรงพร้อมที่จะเสด็จฯไปแก้ไขด้วยพระองค์เองเสมอ

ทรงแบกรับทุกปัญหาของบ้านเมือง

“ไม่ว่าพระองค์จะทรงย่างพระบาทไปในพื้นที่ใดบนผืนแผ่นดินไทย ทุกหนทุกแห่ง คือ ผืนแผ่นดินของพระองค์ และพระองค์ คือ พระเจ้าแผ่นดินของประชาชน และประชาชนทุกหมู่เหล่าไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดบนแผ่นดินนี้คือ พสกนิกรของพระองค์”

ดร.สุเมธยังได้กล่าวถึงปัญหาที่ถาโถมเข้ามาหาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยว่า มีมากมายหลายประเภท ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ในฐานะองค์พระประมุขของประเทศ พระองค์ทรงแบกรับภาระทั้งหลายทั้งปวงเป็นเวลานาน และในปริมาณที่มากมาย โดยทรงใช้หลักธรรมาภิบาลในการครองแผ่นดิน และหลักธรรมาภิบาลของพระองค์ ก็คือ ทศพิธราชธรรมซึ่งทรงยึดถือและทรงปฏิบัติตามมาโดยตลอด

ตั้งแต่ผมเริ่มถวายงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ทรงเป็นต้นแบบในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำเนินชีวิต การใช้สติปัญญา การทุ่มเทในการทำงานเพื่อผู้อื่น พระองค์ทรงสอนหมด ถ้าพลาดเรื่องใด ก็จะทรงแนะนำเสมอ

อย่างเช่นเรื่องการเกษตร ผมไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน ผมตามเสด็จฯเข้าไปในพื้นที่ขึ้นเขาลงห้วย สนุกทุกวัน ได้ถวายงานในการทำประโยชน์ให้กับพี่น้องร่วมประเทศ ได้เห็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตจากพระราชจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ พระองค์ทรงอดทนมาก พระองค์เสด็จพระราชดำเนินด้วยระยะทางเป็นกิโลเมตรๆ ไม่ทรงสนพระราชหฤทัยว่า การเดินทางจะยากลำบากเพียงใด จะขึ้นเขา-ลงห้วย หรือฝนจะตก แดดจะออก

ทรงเป็น The Great King

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรักแผ่นดิน ทรงรักประชาชน ทรงทำทุกอย่างให้แผ่นดินไทย ให้ประชาชนชาวไทย ในขณะที่เสด็จแปรพระราชฐาน ได้ทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ของประชาชน และเมื่อประชาชนมาเฝ้าฯรับเสด็จ ก็จะกราบบังคมทูลถึงปัญหาต่างๆซึ่งพระองค์ทรงรับฟังปัญหาจากปากคำของพสกนิกรด้วยพระองค์เอง ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงรับฟังปัญหา และทรงเข้าไปแก้ไขปัญหา โดยไม่ทรงวางเฉย

ผมคิดว่า นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์มาจนถึงวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงช่วยเหลือประชาชนไทยมากมายสุดที่จะพรรณนาในทุกๆด้านที่ประชาชนและประเทศชาติประสบปัญหามา แม้ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะประทับอยู่ในโรงพยาบาลศิริราช แต่ก็ทรงติดตามงานในทุกเรื่อง และทุกด้านตลอดเวลาในทุกวัน
ครั้งใดที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปยังพื้นที่ใด ก็จะทรงกลับมากราบบังคมทูลรายงาน และพระองค์ก็จะมีรับสั่งแนะนำตลอด ส่วนงานอื่นๆก็จะทรงใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเป็นเครื่องมือในการติดตามงาน และทรงเรียกข้อมูลไปดูได้ตลอดเวลา

ผู้คนทั่วโลกขนานพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราว่า “The Great King” เพราะพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทำงาน และทรงเสียสละพระองค์เองตลอดเวลา คนทั่วโลกยังขนานพระนามพระองค์ด้วยว่า ทรงเป็นกษัตริย์ “Working Monarch” เพราะพระองค์ทรงทำงานด้วยความเหนื่อยยาก

พระผู้ทรงเป็นครูของแผ่นดิน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงได้รับการเทิดพระเกียรติเป็นพระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทย พระบิดาแห่งเทคโนโลยีของไทย พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย พระบิดาแห่งฝนหลวง และเมื่อวันที่ 16 มกราคม พ.ศ.2554 ที่ผ่านมาทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญานามว่า “พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน”

หลักการสอนของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ พระองค์จะทรงเน้นการปฏิบัติให้ลูกศิษย์ดู และจูงใจนักเรียนให้มาสนใจ แต่ไม่เคยรับสั่ง หรือทรงบังคับให้ทำ

หากจะทรงสอนอย่างละเอียดให้เข้าใจในทุกแง่มุม ที่สำคัญทรงเน้นเสมอว่า การสอนควรยึดรากฐานเดิมของสังคมไทยไว้ ไม่ควรคัดลอกจากต่างประเทศมากเกินไป แต่อาจนำหลักการมาเปรียบเทียบปรับปรุงได้ เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้ขาดความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งที่ผ่านมาพระองค์พระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริต่างๆขึ้นมามาก ซึ่งถ้าสนใจศึกษาโครงการที่พระองค์พระราชทานมา ก็จะได้รับความรู้ที่ก่อให้เกิดประโยชน์มากมาย และสอดคล้องกับวิถีชีวิตไทย ตลอดจนถึงภูมิประเทศในบ้านเราด้วย

ปรัชญาการทำงานของในหลวง

ทีมเศรษฐกิจ ยังค้นหาเรื่องราวอันเป็นความประทับใจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งได้พบข้อเขียนของนายทศพนธ์ นรทัศน์ thossaphol@ictforall.org ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากข้อคิดการทำงานของเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา จากการที่ได้มีโอกาสได้ทำงานใต้เบื้องพระยุคลบาทกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

นายทศพนธ์กล่าวไว้ว่า ในฐานะเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่มุ่งอุทิศตนทำงานเพื่อประเทศชาติ และประชาชนมาตลอดอายุราชการจนถึงปัจจุบัน ได้ประสบกับเหตุการณ์ต่างๆมากมายทั้งสุข ทุกข์ เมื่อได้อ่านปาฐกถาของ ดร. สุเมธ แล้ว ทำให้เกิดแง่คิด เกิดกำลังใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติ และประชาชนต่อไป จึงทำให้ต้องหยิบยกเนื้อหาบางตอนมานำเสนอผู้อ่านเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานกันต่อไปเป็นทอดๆ ดังที่ ดร.สุเมธได้กล่าวไว้ว่า

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า ความสุขจริงๆ หาได้จากเรื่องงานทั้งสิ้น แต่ความสนุกนั้นหาได้หลากหลาย ถ้าเราไม่ทำงาน สิ่งที่ไม่เคลื่อนไหวเลย ก็คือ ความตาย ความตายนั้นก็ยุติ งานก็ไม่ต้องทำ อันนั้นก็ไม่เป็นสิ่งปรารถนาสำหรับพวกเราเลย สิ่งต่างๆพระพุทธเจ้าก็ได้รับสั่งไว้มีคำพระ ปุตตะ ฐานะ หมายความว่า จะต้องไป อย่านอนนิ่งเฉยๆ ถ้านอนนิ่งเฉยๆ นั่นคือ ทุกข์…

…เราเดินทางไปในการพัฒนา บุกตะลุยไปเรื่อยๆ ผลสุดท้าย ก็คือ เรื่องความเจริญก้าวหน้าต่างๆ บางอย่างเราคิดว่า เราจะเป็นอย่างนั้น คงไม่จำเป็น อย่างตัวผมเองเป็นนักรัฐศาสตร์ นักการทูตด้วย ซึ่งไม่ควรจะอยู่สภาพัฒน์เลย เพราะไม่มีทางโตได้ อยู่อย่างมีปมด้อยที่สุด แต่สาเหตุที่อยู่ได้ คือ ได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ คือ ตอนนั้นไปสู้กับ ผกค.สู้โดยให้ทหารวางอาวุธ แล้วเอาเรื่องการพัฒนาต่างๆ ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของผู้คนรอบด้านมา…

เรียนที่เวียดนาม จบที่ลาว

แต่เราเชื่อมั่น เพราะตามประวัติที่ได้แนะนำไว้ ผมเรียนที่เวียดนาม จบที่ลาว เห็นประเทศชาติแตกมา 2 ชาติ เห็นว่า การพังทลายเป็นอย่างไร และข้ามมาลาว เพราะอยู่ไม่ได้ มาเรียนที่ลาว มาเรียนฝรั่งเศสที่นั่น เห็นลาวพังไปอีกประเทศหนึ่ง ผมก็เลยฝังหัวแต่ภาพนี้

ผมได้เป็นด็อกเตอร์น่าจะไปเป็นทูต ผมกินนอนอยู่ที่นาแก เขาค้อ อยู่ที่สนามรบทั้งหมด 13 แห่งทั่วประเทศไทย แต่การรบของผมไม่ได้หมายความว่า รบด้วยอาวุธ ผมนอนอยู่ในสนามรบ ผมแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยเอาชีวิตเข้าไปอุทิศเลยก็ว่าได้ แต่ผมมีความสุขอย่างที่สุด มีความสุขจริงๆ เพราะรู้ว่าสิ่งที่ตัวเองทำอยู่นั้นมีจุดหมาย คือจะทำให้โดมิโนหยุด เพราะฉะนั้นต้องให้ก่อน ที่สำคัญ คือ ไม่ต้องการเป็นคนอพยพ

ผมจำได้ พล.อ.เปรม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ) เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ท่านดูผมหัวจดเท้าเลย ด็อกเตอร์บ้าๆคนหนึ่งมาฟุ้งซ่านให้ฟังอีกแล้ว เพราะผมอาสาเข้าไปทำที่นาแก ปี 2517 ไม่มีข้าราชการคนใดเข้าไปเหยียบที่นั่น ก็บอกเขตปลดปล่อย ผมถามว่า ใครปลดปล่อย ผกค.ปลดปล่อย หรือเขามีอำนาจมีพลังถึงกับมายึดส่วนหนึ่งของแผ่นดินไป หรือแท้ที่จริงเราเองปลดปล่อยไป…

ตอนที่มี ผกค.เราไม่เข้าไป อย่างเวียดนามทำโดยการต้อนคนเข้าไปอยู่ในค่าย แล้วที่เหลือก็ปล่อย ปลดปล่อยไปหมด แล้วเป็นอย่างไร พังคาตา

ผมบอกไม่ใช่วิธีการที่ถูกต้อง เราต้องไปปลดปล่อยให้เกิดอิสรภาพขึ้นมาในพื้นที่นั้น ผมขออาสาไป เชื่อไหมว่าชีวิตผมตอนนั้นแขวนอยู่กับอะไรไม่รู้ ทีนี้ก็มีความกลัว แต่ก็มีความสุขที่ทำงาน เวลาเข้าไปรู้ว่ามันซุ่มอยู่ข้างหน้าก็เลยยิงเข้าไปข้างหน้า ความกลัวมีแต่ไม่ใช่ความขลาด ความกลัวมีเป็นจังหวะๆ แต่ว่าเราเข้าไปทำงานและมีความสุข ปิดทองหลังพระ แต่เราลงไปทำไปอุทิศจนประสบความสำเร็จ ชื่อเสียงไปอยู่ที่คนอื่น แต่เรารู้อยู่แก่ใจว่าเราทำ

ติดงานของพระเจ้าอยู่หัว

ผมถูกยิง 2 ครั้งด้วยกัน เฮลิคอปเตอร์ตก 2 ครั้ง ไม่เคยเป็นข่าวเลย ตอนที่เฮลิคอปเตอร์ตก และตายไปหลายคน ชื่อเบอร์หนึ่งที่อยู่ใน ฮ.ลำนั้น คือ ผมเอง แต่ผมไม่ยอมไป มีอะไรไม่รู้มาสะกิดใจผมไม่ให้ไป ปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีก ก็ถูกชี้แล้วชี้อีกให้ผมไป จะต้องไปให้ได้ เพราะเป็นผู้รับผิดชอบการวางแผน…

มีเสียงจากข้างหลังแว่วมาว่า ให้บอกไปว่า ติดงานพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งบัดนี้ผมก็ไม่รู้ว่า เสียงนั้นแว่วมาจากไหน ผมก็บอกที่ประชุมว่า ติดงานพระเจ้าอยู่หัว ก็เลยเอาชื่อผมออก แล้วเอาลูกน้องผมไปนั่งแทนได้ชื่อไว้เรียบร้อยพอแล่น กลับมาที่ทำงาน อีก 5 นาทีจะถึงสภาพัฒน์ ผมบอกพรุ่งนี้คุณไม่ต้องไป เขาบอกคำสั่ง กอ.รมน.ออกแล้ว ผมบอกผมรับผิดชอบ คุณไม่ต้องไป เสร็จแล้วตายหมดทั้งลำ

ต้องมากราบพระบาท เพราะวันนั้นโกหกไปว่าติดงานพระเจ้าอยู่หัว แท้ที่จริงไม่มีงานอะไรเลยที่เกี่ยวกับพระเจ้าอยู่หัว ก็เลยกราบพระบาท เพราะบารมีทำให้ข้าพระพุทธเจ้ารอด ไม่ใช่ครั้งหนึ่ง แต่ 3-4 ครั้งด้วยกัน เพราะว่าทำแล้วเรามีจิตมุ่งมั่น แล้วเราไม่สนใจเลย

ถ้าพูดถึงยศตำแหน่งแล้วต้องมีความอดทนที่จะรอผลอันนั้น อย่าไปพะวง สุดท้ายพอตำแหน่งผู้ช่วยฯว่าง ผมก็ขึ้นมาโดยไม่มีใครปฏิเสธเลย ขณะที่คนอื่นได้ 2 ขั้นปี เว้นปี ผม 10 ปีไม่เคยได้ 2 ขั้นเลย เพราะฉะนั้นอย่าไปห่วงอย่าไปกังวล อะไรที่เป็นของเราย่อมเป็นของเรา อะไรที่ไม่ใช่ของเราให้คุณวิ่งอย่างไร มันก็ไม่ใช่ของเรา ใช้หลักพระพุทธเจ้าไปจับ ผมคิดว่า ความสุขมีได้

…อย่างที่พระเจ้าอยู่หัวรับสั่ง มีอะไรที่จะให้กับสังคมได้นั้น ผมคิดว่าเราต้องทำ แล้วผลสุดท้ายเราก็เป็นคนที่ได้รับ ประเทศชาติจะอยู่ได้อย่างมีความสุขและคุณก็มีความสุขด้วย ถ้าหากทุกคนเห็นแก่ตัว ผมว่าทุกข์กันหมด”

ดร.สุเมธ (2553, หน้า 35) ได้กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เคยรับสั่งกับท่านครั้งหนึ่งว่า “ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากมีความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น”

และในการทำงานนั้น ดร.สุเมธ (2553, หน้า 241) ได้กล่าวว่า “…การปิดทองหลังพระ เขาเห็นทั้งนั้น ไม่ช้าก็เร็ว ถ้าจิตไม่ขลุกอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ทำงานก็จะสนุกและมีความสุข เป็นสิ่งที่สำคัญมาก”

ของขวัญพระราชทานไว้สู้ยามวิกฤติ

ดร.สุเมธยังได้กล่าวในหนังสือ “ตามรอยพระยุคลบาท ครูแห่งแผ่นดิน” (2556, หน้า 95) ความว่า “ชีวิตทุกคนมีทุกข์สุข คนเราเป็นอย่างนี้ ขอให้ดูเป็นเรื่องธรรมดา ความทุกข์ ความสุข วิกฤติ สงบ ตื่นเต้น ทุกข์ใจ เป็นธรรมดา พกอาวุธอย่างหนึ่งไว้ยามที่ชีวิตเจอวิกฤติที่สุด

วันหนึ่ง ผมมีความทุกข์มาก เพราะทำงานชิ้นหนึ่งไม่สำเร็จ นั่งคอตก หมดพละกำลังแรงใจ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ถ้าจะใช้คำสามัญ ก็ทรงเป็นนายที่ดี ทรงเห็นผมทุกข์อยู่ ทรงพระดำเนินมา และไม่ทรงถามสักคำว่าผมทุกข์เรื่องอะไร รับสั่งกับผมว่า ไปหาเหล็กให้ฉันก้อนหนึ่งได้หรือไม่ เหล็กธรรมดา เศษเหล็กอะไรก็ได้ ราคา 20-30 บาทก็ได้

ทรงถามผมว่าได้เหล็กมาแล้วรู้หรือไม่ว่าฉันอยากทำอะไร ต้องนำเหล็กไปเผา ถ้าตัวเราถูกเผาอย่างนั้น แล้วจะทรมานหรือไม่ เมื่อเผาแล้วนำมาทุบมาตี พระองค์ทรงถามว่า ถ้าเราถูกทุบถูกตีอย่างนั้น จะเจ็บปวดหรือไม่ กว่าจะเป็นมีดดาบ ถูกเผากี่ครั้ง ถูกทุบกี่ครั้งกว่าจะจบสิ้นยาวนานมาก ทรมานอยู่อย่างนั้น

แต่ผลสุดท้ายเป็นดาบใช่หรือไม่ พอเป็นดาบแล้วสวยหรือไม่ ใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ แต่ถ้าใช้ไม่ดีก็บาดมือเราได้นะ ถ้าเราทำฝักให้สวยๆ ทำด้ามสวยๆ ราคา 20-30 บาท เหมือนราคาเหล็กก้อนเดิมหรือไม่ กลายเป็นดาบที่มีราคาสูงขึ้นมามากมาย จำไว้ว่า ใครผู้ใดก็ตามในชีวิตไม่เคยถูกเผา ไม่เคยถูกทุบเหมือนเหล็กชิ้นนั้น ทำงานใหญ่ให้กับแผ่นดินไม่ได้

ขอให้รับใส่เกล้าไว้ทุกคน ยามชีวิตเจอวิกฤติ ให้นึกถึงเรื่องนี้ เจอวิกฤติอย่างไรให้คิดเสียว่า เรากำลังถูกเผาถูกทุบ  “ขอเพิ่มเติมว่า เมื่อเป็นมีดดาบเมื่อใด ก็ให้ใช้ฝ่าฟันปัญหาที่ขวางหน้าให้เรียบไปเลย…”

นี่คือข้อคิดดีๆเพื่อการทำงานของทุกๆคน โดยเฉพาะคนที่รับราชการ หากเรามีเป้าหมายในการทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้งแล้ว ความสุข ความสำเร็จ ชื่อเสียง เกียรติยศก็จะมาหาท่านเอง ไม่ช้าก็เร็ว ดังเช่นที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ได้เล่าไว้ และพิสูจน์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วนั่นเอง.

Leave a comment