หุ้นไทยแกร่ง ปิดตลาดปรับขึ้น 6.64 จุด ดัชนียืน 1,412 จุดอีกครั้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐออนไลน์ 13 ต.ค. 2559 16:54

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/752911

 

หุ้นไทยผันผวนตลอดทั้งวันทำการ ช่วงบ่ายร่วงถึง 48.56 จุด ก่อนดีดกลับมาอีกครั้ง ปิดตลาดบวก 6.64 จุด ดัชนียืน 1,412 จุด มูลค่าการซื้อขาย 103,829.60 ล้านบาท ผู้จัดการกองทุนมองหุ้นไทยแข็งแกร่ง โอกาสที่จะปรับตัวลดลงเริ่มอยู่ในวงจำกัด

การเคลื่อนไหวของดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยประจำวันที่ 13 ต.ค. 59 เมื่อเวลา 10.01 น. เปิดตลาดดัชนีหุ้นไทยปรับลด 23.25 จุด เปลี่ยนแปลง -1.65% ดัชนีอยู่ที่ 1,382.93 จุด มูลค่าการซื้อขาย 2,919.34 ล้านบาท

ปิดตลาดครึ่งวันเช้า ดัชนีปรับตัวลดลง 29.83 จุด เปลี่ยนแปลง -2.12% ดัชนีแตะ 1,376 จุด มูลค่าการซื้อขาย 31,810.91 ล้านบาท

ปิดตลาดช่วงเย็น ดัชนีปรับขึ้น 6.64 จุด เปลี่ยนแปลง +0.47% ดัชนีแตะ 1,412.82 จุด มูลค่าการซื้อขาย 103,863.34 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่ช่วงเวลา 14.30 น. ดัชนีเริ่มปรับตัวลดลง จนถึงเวลา 15.40 น. ปรับลด 48.56 จุด อยู่ที่ 1,357.62 จุด และมีแรงซื้อกลับเข้ามาเพิ่มเติมช่วงเวลา 16.22 น. ปรับลดลงเพียง 12.73 จุด ดัชนีอยู่ที่ 1,393.45 จุด โดยช่วงเวลา 16.27 น. ดัชนีปรับขึ้น 1.57 จุด กลับมายืนที่ 1,407.75 จุด อีกครั้ง

นายมณฑล จุนชยะ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) วรรณ จำกัด กล่าวว่า ภาพการลงทุนในตลาดหุ้นไทย หากพิจารณาปัจจัยพื้นฐานภายใน เรายังคงมีมุมมองเชิงบวก เนื่องจากมองว่าดัชนีหุ้นไทยได้รับแรงสนับสนุนจากการเปิดประมูลโครงการลงทุนภาครัฐฯ อย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ช่วงปลายปี คาดว่าภาครัฐบาลจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เพื่อกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ อาทิ มาตรการทางภาษีเกี่ยวกับการท่องเที่ยวภายในประเทศ เงินช่วยเหลือเกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยน้ำท่วม นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยบวกจากแนวโน้มการปรับเพิ่มประมาณการผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนฯ ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ

“การปรับตัวลงของดัชนีในระดับปัจจุบันนี้ หากพิจารณาในแง่ของมูลค่าหุ้นถือว่าถูกมาก โดยปีนี้ตลาดคาดการณ์อัตรากำไรต่อหุ้น (EPS) ปีที่ระดับ 106 และอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไร (PE) ที่ระดับ 12.68 เท่า บริษัทมองว่า โอกาสที่ดัชนีจะปรับตัวลงจะจำกัดมากขึ้น โดยมองแนวรับที่ระดับ 1,344 จุด และแนวต้านที่กรอบ 1,420-1,450 จุด ซึ่งระดับดัชนีที่ 1,400 จุด มีค่า PE เฉลี่ยที่ประมาณ 13.20 เท่า ขณะที่ อัตราการจ่ายปันผลที่ระดับ 4% ยังถือว่ายังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยมาตรฐาน ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจของประเทศเริ่มส่งสัญญาณที่ดี สำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาวในช่วงที่ดัชนีปรับตัวลง แนะนำให้ทยอยสะสม”

สำหรับปัจจัยต่างประเทศ ยังคงให้น้ำหนักติดตามผลการโต้วาทีระหว่าง นางฮิลลารี คลินตัน และ นายโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะวันที่ 19 ต.ค. 59 เนื่องจากเป็นการโต้วาทีครั้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 พ.ย. 59 เนื่องจากสะท้อนถึงนโยบายที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองระหว่างประเทศ อีกทั้ง ยังคงมีปัจจัยความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ หลังการบรรลุข้อตกลงเบื้องต้น เรื่องการควบคุมการผลิตของกลุ่ม OPEC และการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ

 

Leave a comment