ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath.co.th/content/753592
15 ต.ค. 2559 07:10

ในหลวงทรงเป็น THE GREAT KING ปวงชนชาวไทยร่วมถวายความจงรักภักดี
15 ต.ค. 2559 07:10
เพื่อร่วมถวายความจงรักภักดีอย่างหาที่สุดมิได้ต่อพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “ทีมเศรษฐกิจ” ขออนุญาต ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา นำบันทึกที่ ดร.สุเมธ ได้เขียนถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไว้ในหนังสือ “ตามรอยพระยุคลบาท…ครูแห่งแผ่นดิน” มานำเสนอแก่ท่านผู้อ่านเป็นการร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงทุ่มเทพระองค์ปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของปวงชนชาวไทยอย่างมิได้ทรงคำนึงถึงความสุขส่วนพระองค์เลยแม้แต่น้อยไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม
ในฐานะที่ได้รับใช้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และได้บรรยายไว้หลายครั้งในหลายโอกาสว่า ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากการทรงสอนงานในอันที่จะทำประโยชน์ให้แก่ ปวงชนชาวไทยทุกด้าน จึงได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและตระหนักในสำนึกเป็นอย่างยิ่งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ ครูของแผ่นดินไทยอย่างแท้จริง
ดร.สุเมธ กล่าวถึงพระมหากรุณาธิคุณโดยสรุปว่า
“ผมได้เข้าถวายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้านพัฒนาการโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตั้งแต่ พ.ศ.2514 ขณะนั้นผมดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองวางแผนเตรียมพร้อมด้านเศรษฐกิจ ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ (สศช.) และได้ถวายงานเรื่อยมาในตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ กปร.) เป็นระยะเวลา 18 ปี กระทั่งลาออกจากราชการใน พ.ศ.2542
ทรงแบกรับทุกปัญหาของบ้านเมือง
ดร.สุเมธกล่าวว่า ระหว่างที่รับราชการอยู่นั้น ในปี พ.ศ.2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงจัดตั้งมูลนิธิชัยพัฒนาขึ้น โดยพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งผมเป็นเลขาธิการมูลนิธิฯ เมื่อลาออกจากราชการแล้ว ผมจึงทำงานมูลนิธิชัยพัฒนาเรื่อยมากระทั่งถึงปัจจุบัน
หากถามว่า ผมได้รับความประทับใจอะไรบ้างในการถวายงาน ผมคงจะตอบว่า ในฐานะส่วนตัวผมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อตัวผม และในฐานะเป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่ง ผมซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อประชาชนชาวไทย และประเทศชาติ
ตั้งแต่ผมถวายงาน และตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปทั่วทุกสารทิศ แม้ว่าจะทรงเป็นองค์พระประมุขของประเทศ แต่ผมก็สังเกตเห็นความยากลำบากที่ทรงตรากตรำพระวรกาย ทรงเหน็ดเหนื่อยพระองค์จากการทรงลุยบุกป่าฝ่าดงเข้าไป ถ้าจุดใดในทั่วราชอาณาจักรไทยมีปัญหา พระองค์ทรงพร้อมที่จะเสด็จฯไปแก้ไขด้วยพระองค์เองเสมอ
“ไม่ว่าพระองค์จะทรงย่างพระบาทไปในพื้นที่ใดบนผืนแผ่นดินไทย ทุกหนทุกแห่ง คือ ผืนแผ่นดินของพระองค์ และพระองค์ คือ พระเจ้าแผ่นดินของประชาชน และประชาชนทุกหมู่เหล่าไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ใดบนแผ่นดินนี้คือ พสกนิกรของพระองค์”
ดร.สุเมธยังได้กล่าวถึงปัญหาที่ถาโถมเข้ามาหาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยว่า มีมากมายหลายประเภท ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในฐานะองค์พระประมุขของประเทศ พระองค์ทรงแบบรับภาระทั้งหลายทั้งปวงเป็นเวลานาน และในปริมาณที่มากมาย โดยทรงใช้หลักธรรมาภิบาลในการครองแผ่นดิน และหลักธรรมาภิบาลของพระองค์ ก็คือ ทศพิธราชธรรมซึ่งทรงยึดถือ และทรงปฏิบัติตามมาโดยตลอด
ตั้งแต่ผมเริ่มถวายงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นต้นแบบในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการดำเนินชีวิต การใช้สติปัญญา การทุ่มเทในการทำงานเพื่อผู้อื่น พระองค์ทรงสอนหมด ถ้าพลาดเรื่องใด ก็จะทรงแนะนำเสมอ
อย่างเช่นเรื่องการเกษตร ผมไม่เคยรู้เรื่องมาก่อน ผมตามเสด็จฯเข้าไปในพื้นที่ขึ้นเขาลงห้วย สนุกทุกวัน ได้ถวายงานในการทำประโยชน์ให้กับพี่น้องร่วมประเทศได้เห็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตจากพระราชจริยวัตรอันงดงามของพระองค์ พระองค์ทรงอดทนมาก พระองค์เสด็จพระราชดำเนินด้วยระยะทางเป็นกิโลเมตรๆ ไม่ทรงสนพระราชหฤทัยว่าการเดินทางจะยากลำบากเพียงใด จะขึ้นเขา-ลงห้วย หรือ ฝนจะตก แดดจะออก
ทรงเป็น The Great King
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรักแผ่นดิน ทรงรักประชาชน ทรงทำทุกอย่างให้แผ่นดินไทย ให้ประชาชนชาวไทย ในขณะที่เสด็จแปรพระราชฐาน ได้ทอดพระเนตรเห็นความทุกข์ของประชาชน และเมื่อประชาชนมาเฝ้าฯรับเสด็จ ก็จะกราบบังคมทูลถึงปัญหาต่างๆ ซึ่งพระองค์ทรงรับฟังปัญหาจากปากคำของพสกนิกรด้วยพระองค์เอง ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงรับฟังปัญหา และทรงเข้าไปแก้ไขปัญหา โดยไม่ทรงวางเฉย
ผมคิดว่า นับตั้งแต่เสด็จขึ้นครองราชย์มาจนถึงวันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงช่วยเหลือประชาชนไทยมากมายสุดที่จะพรรณนาในทุกๆด้านที่ประชาชน และประเทศชาติประสบปัญหามา แม้ปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงประทับอยู่ในโรงพยาบาลศิริราช แต่ก็ทรงติดตามงานในทุกเรื่อง และทุกด้านตลอดเวลาในทุกวัน
ครั้งใดที่ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯไปยังพื้นที่ใด ก็จะทรงกลับมากราบบังคมทูลรายงาน และพระองค์ก็จะมีรับสั่งแนะนำตลอด ส่วนงานอื่นๆก็จะทรงใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาเป็นเครื่องมือในการติดตามงาน และทรงเรียกข้อมูลไปดูได้ตลอดเวลา
ผู้คนทั่วโลกขนานพระนามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราว่า “The Great King” เพราะพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทำงาน และทรงเสียสละพระองค์เองตลอดเวลา คนทั่วโลกยังขนานพระนามพระองค์ด้วยว่า ทรงเป็นกษัตริย์ “Working Monarch” เพราะพระองค์ทรงทำงานด้วยความเหนื่อยยาก
ปรัชญาการทำงานของในหลวง
ทีมเศรษฐกิจ ยังค้นหาเรื่องราวอันเป็นความประทับใจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จนกระทั่งได้พบข้อเขียนของนายทศพนธ์ นรทัศน์ thossaphol@ictforall.org ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากข้อคิดการทำงานของเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา จากการที่ได้มีโอกาสได้ทำงานใต้เบื้องพระยุคลบาทกับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
นายทศพนธ์กล่าวไว้ว่า ในฐานะเป็นข้าราชการคนหนึ่งที่มุ่งอุทิศตนทำงานเพื่อประเทศชาติ และประชาชนมาตลอดอายุราชการจนถึงปัจจุบัน ได้ประสบกับเหตุการณ์ต่างๆมากมายทั้งสุข ทุกข์ เมื่อได้อ่านปาฐกถาของ ดร.สุเมธ แล้ว ทำให้เกิดแง่คิด เกิดกำลังใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติ และประชาชนต่อไป จึงทำให้ต้องหยิบยกเนื้อหาบางตอนมานำเสนอผู้อ่านเพื่อเป็นแรงบันดาลใจในการทำงานกันต่อไปเป็นทอดๆ ดังที่ ดร.สุเมธได้กล่าวไว้ว่า
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเห็นว่า ความสุขจริงๆ หาได้จากเรื่องงานทั้งสิ้น แต่ความสนุกนั้นหาได้หลากหลาย ถ้าเราไม่ทำงาน สิ่งที่ไม่เคลื่อนไหวเลย ก็คือ ความตาย ความตายนั้นก็ยุติ งานก็ไม่ต้องทำ อันนั้นก็ไม่เป็นสิ่งปรารถนาสำหรับพวกเราเลย สิ่งต่างๆพระพุทธเจ้าก็ได้รับสั่งไว้มีคำพระ ปุตตะ ฐานะ หมายความว่า จะต้องไป อย่านอนนิ่งเฉยๆ ถ้านอนนิ่งเฉยๆ นั่นคือ ทุกข์…
…เราเดินทางไปในการพัฒนา บุกตะลุยไปเรื่อยๆ ผลสุดท้าย ก็คือ เรื่องความเจริญก้าวหน้าต่างๆ บางอย่างเราคิดว่า เราจะเป็นอย่างนั้น คงไม่จำเป็น อย่างตัวผมเองเป็นนักรัฐศาสตร์ นักการทูตด้วย ซึ่งไม่ควรจะอยู่สภาพัฒน์ฯเลย เพราะไม่มีทางโตได้ อยู่อย่างมีปมด้อยที่สุด แต่สาเหตุที่อยู่ได้ คือ ได้ทำงานในสิ่งที่ตัวเองชอบ คือ ตอนนั้นไปสู้กับ ผกค.สู้โดยให้ทหารวางอาวุธ แล้วเอาเรื่องการพัฒนาต่างๆ ท่ามกลางความไม่เห็นด้วยของผู้คนรอบด้านมา…
ของขวัญพระราชทานไว้สู้ยามวิกฤติ
ดร.สุเมธ (2553, หน้า 35) ได้กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เคยรับสั่งกับท่านครั้งหนึ่งว่า “ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากมีความสุขร่วมกันในการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น”
และในการทำงานนั้น ดร.สุเมธ (2553, หน้า 241) ได้กล่าวว่า “…การปิดทองหลังพระ เขาเห็นทั้งนั้น ไม่ช้าก็เร็ว ถ้าจิตไม่ขลุกอยู่กับสิ่งเหล่านี้ ทำงานก็จะสนุก และมีความสุข เป็นสิ่งที่สำคัญมาก”
ดร.สุเมธยังได้กล่าวในหนังสือ “ตามรอยพระยุคลบาท ครูแห่งแผ่นดิน” (2556, หน้า 95) ความว่า “ชีวิตทุกคนมีทุกข์สุข คนเราเป็นอย่างนี้ ขอให้ดูเป็นเรื่องธรรมดา ความทุกข์ ความสุข วิกฤติ สงบ ตื่นเต้น ทุกข์ใจ เป็นธรรมดา พกอาวุธอย่างหนึ่งไว้ยามที่ชีวิตเจอวิกฤติที่สุด
วันหนึ่ง ผมมีความทุกข์มาก เพราะทำงานชิ้นหนึ่งไม่สำเร็จ นั่งคอตก หมดกำลังแรงใจ ขณะที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั้น ถ้าจะใช้คำสามัญ ก็ทรงเป็นนายที่ดี ทรงเห็นผมทุกข์อยู่ ทรงพระดำเนินมา และไม่ทรงถามสักคำว่า ทุกข์เรื่องอะไร รับสั่งว่า ไปหาเหล็กให้ฉันก้อนหนึ่งได้หรือไม่ เหล็กธรรมดา เศษเหล็กอะไรก็ได้ ราคา 20-30 บาท
ทรงถามผมว่าได้เหล็กมาแล้ว รู้หรือไม่ว่าฉันอยากทำอะไร ต้องนำเหล็กไปเผา ถ้าตัวเราถูกเผาอย่างนั้น แล้วจะทรมานหรือไม่ เมื่อเผาแล้วนำมาทุบมาตี พระองค์ทรงถามว่า ถ้าเราถูกทุบถูกตีอย่างนั้นจะเจ็บปวดหรือไม่ กว่าจะเป็นมีดดาบ ถูกเผากี่ครั้ง ถูกทุบกี่ครั้งกว่าจะจบสิ้นยาวนานมาก ทรมานอยู่อย่างนั้น
แต่ผลสุดท้ายเป็นดาบใช่หรือไม่ พอเป็นดาบแล้วสวยหรือไม่ ใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ แต่ถ้าใช้ไม่ดีก็บาดมือเราได้นะ ถ้าเราทำฝักให้สวยๆ ทำด้ามสวยๆ ราคา 20-30 บาท เหมือนราคาเหล็กก้อนเดิมหรือไม่ กลายเป็นดาบที่มีราคาสูงขึ้นมาก จำไว้ว่า ผู้ใดก็ตามในชีวิตไม่เคยถูกเผา ไม่เคยถูกทุบเหมือนเหล็กชิ้นนั้น ทำงานใหญ่ให้กับแผ่นดินไม่ได้
ขอให้รับใส่เกล้าไว้ทุกคน ยามชีวิตเจอวิกฤติให้นึกถึงเรื่องนี้ เจอวิกฤติอย่างไรให้คิดเสียว่า เรากำลังถูกเผาถูกทุบ “ขอเพิ่มเติมว่า เมื่อเป็นมีดดาบเมื่อใด ก็ให้ใช้ฝ่าฟันปัญหาที่ขวางหน้าให้เรียบไปเลย…”
นี่คือข้อคิดดีๆเพื่อการทำงานของทุกๆคน โดยเฉพาะคนที่รับราชการ หากเรา มีเป้าหมายในการทำงานเพื่อประโยชน์สุขของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้งแล้ว ความสุข ความสำเร็จ ชื่อเสียง เกียรติยศก็จะมาหาท่านเอง ไม่ช้าก็เร็ว ดังเช่นที่ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ได้เล่าไว้ และพิสูจน์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้วนั่นเอง.