ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 ต.ค. 2559 05:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/758402

“…ที่ไม่ย่อท้อในการศึกษาแก๊ส โซฮอล์ ก็เพราะทราบดีว่าวันหนึ่งเชื้อเพลิงจะน้อยลง เมื่อของมีน้อยราคาก็ต้องแพง…” พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระราชทานแก่เอกอัครราชทูตไทยและกงสุลใหญ่ไทยทั่วโลก เกี่ยวกับพืชทดแทนพลังงาน ณ วังไกลกังวล เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2548
อีกทั้งเรื่องการพัฒนา “ไบโอดีเซล” ในปีเดียวกัน พระองค์ท่านมีพระราชดำรัสว่า…
“ถ้าไม่ได้ทำเชื้อเพลิงทดแทน เราก็เดือดร้อน แล้วก็เป็นห่วง แต่เราไม่ต้องเป็นห่วง ถ้าคนอื่นเขาไม่ทำเขาอาจจะไม่มีน้ำมันไบโอดีเซลใช้ แต่ว่าเรามี เราคือข้าพเจ้า ทำเอง…
คนอื่นอาจจะไม่มี ก็ไม่เป็นไรต้องเห็นแก่ตัว แต่ละคนถ้าเห็นแก่ตัว ก็รู้ว่าไม่เป็นไร เพราะแต่ละคนก็ต้องพยายามที่จะหาพลังงานทดแทนกันทั้งนั้น”
วิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน บอกว่า ไบโอดีเซลเกิดมานานแล้ว สมัยก่อน พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นว่าบ้านเราเป็นประเทศเกษตรกรรมเป็นหลัก ถ้าเกิดพึ่งพาการใช้น้ำมันจากฟอสซิลมากเกินไปก็จะเกิดความไม่มั่นคงไม่ยั่งยืน พระองค์ท่านก็อยากจะช่วยเกษตรกรส่วนหนึ่ง…แล้วก็เพื่อให้เกิดความมั่นคงของประเทศส่วนหนึ่ง ท่านก็คิดมานานนับสิบปีแล้ว
“การเอาเอทานอลมาผสมน้ำมันเบนซิน การเอาน้ำมันจากพืช… พระองค์ท่านก็คิดจากน้ำมันถั่ว น้ำมันปาล์ม น้ำมันอะไรสารพัดน้ำมัน เอามาเพื่อที่จะทำเป็นน้ำมันที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง พัฒนาและก็ทำให้ทางภาคเอกชน ภาครัฐเห็นและก็รับสนองนโยบายมาเพื่อที่จะปรับให้อยู่ในเชิงเศรษฐกิจ ทำธุรกิจได้”
นับจากวันวานจนถึงวันนี้ก็เกิดผลขึ้นมา “เอทานอล” ชัดเจนมาก เอามาใช้ผสมกับน้ำมันเบนซินเป็น “แก๊สโซฮอล์” ได้ ส่วนน้ำมันปาล์มส่วนหนึ่งก็มีการปลูกไม่ได้มากนัก พอน้ำมันแพงขึ้นก็เลยหันเอาน้ำมันปาล์มมาทำเป็นไบโอดีเซล เพื่อทำให้ราคาน้ำมันถูกลง ในช่วงแรกๆ…น้ำมันพวกนี้ใช้ได้เฉพาะรถที่เครื่องรอบต่ำพวกเครื่องยนต์การเกษตร เครื่องสูบน้ำ เครื่องอีแต๋น ทำได้แล้วก็พัฒนาคุณภาพขึ้นมาให้ใช้งานได้ทั่วไป
วิฑูรย์ บอกว่า กรมฯเองก็มีส่วนกำหนดคุณภาพของน้ำมันไบโอดีเซล เพื่อใช้ในรถยนต์จริงๆ โดยการคุยกับต่างประเทศ คุยกับผู้ประกอบการผลิตรถยนต์จนได้มาตรฐานขึ้นมาตัวหนึ่ง สามารถผลิตไบโอดีเซลมาผสมในดีเซลได้ในสัดส่วน ตอนแรกเราผสมกัน 3%…สมัยก่อนผสม 3% พอบอกว่าเป็น 5% ปุ๊บ…เราก็บอกว่าโอเคอันนี้เป็นดีเซล ถ้าเป็นไบโอดีเซลก็เป็น 5% ตอนหลังมาบอกว่าไม่เอาแล้วเราจะไม่มีดีเซลธรรมดาอีกต่อไป ก็เลยผสม “ไบโอดีเซล” ใน “ดีเซล” แล้วก็ไม่ต้องเรียกไบโอดีเซลอีกแล้ว ให้เรียก เป็น “ดีเซล” เฉยๆ ทุกวันนี้ผสมที่ 3%
“กรมฯกำหนดว่าดีเซลทุกหยดในน้ำมันที่ขายในประเทศไทยให้ผสมไบโอดีเซล ไม่เหมือนเบนซินนะ…เบนซินที่ไม่ผสมแก๊สโซฮอล์ก็เป็นเบนซิน เบนซินที่ผสมแก๊สโซฮอล์ก็เรียกว่าแก๊สโซฮอล์”
เหตุผลที่มีการแยกก็เพราะว่า “เอทานอล” มีปฏิกิริยากับวัตถุบางอย่างในเครื่องยนต์…เครื่องยนต์สมัยโบราณก็เลยใช้ไม่ได้ ไม่เหมือนดีเซลที่ปรับคุณภาพจนกระทั่งสามารถใช้กับทุกเครื่องยนต์ได้ ปัจจุบันมีสัดส่วนการผสมไปสูงที่สุดที่อุตสาหกรรมรถยนต์ยอมรับอยู่ที่ 7% แต่เราพยายามที่จะปรับเป็น 10%
จับตาไปที่ “ภาคขนส่ง” สัดส่วนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศ ช่วงเดือน ม.ค.–ก.ย. 2559 น้ำมันดีเซลถูกใช้ 61%, แก๊สโซฮอล์ 24%, เอ็นจีวี 8%, แอลพีจี 6%, เบนซิน 1%
“ไบโอดีเซล” หลายคนอาจจะสงสัยเติมแล้วมีผลทำให้ประสิทธิภาพ “เครื่องยนต์” เพิ่มลดมากน้อยหรือไม่ อย่างไร? วิฑูรย์ อธิบายว่า ผสม เท่าไหร่ประสิทธิภาพของน้ำมันเชื้อเพลิงเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงไม่เหมือนแก๊สโซฮอล์ แต่ที่ผสมมากผสมน้อยขึ้นอยู่กับดีมานด์ ซัพพลายของ “ปาล์ม” หรือตัว “ไบโอดีเซล” เอง
หมายความถึงว่า…บางช่วงผลผลิตของปาล์มออกมามาก กระทรวงพลังงานก็ช่วยดูดซับส่วนเกินในการใช้บริโภค ในการใช้อุตสาหกรรมหมายถึง มาใช้ในภาคขนส่ง พูดง่ายๆคือตัวปาล์มเมื่อผลิตมาผลผลิตจากปาล์มเอามาทำปาล์มน้ำมัน จากปาล์มน้ำมันก็มาทำไบโอดีเซล ส่วนหนึ่งไปทำน้ำมันพืช ใส่ปี๊บ…บรรจุขวดสำหรับบริโภค และก็เอาไปใช้กับอุตสาหกรรมส่วนหนึ่ง แยกง่ายๆ 2 หลักใหญ่ ก็คือ 1.เอาไปกิน 2.เอาไปใส่น้ำมันรถ “สัดส่วนก็ประมาณอย่างละครึ่ง ครึ่งหนึ่งของการบริโภคจะคงที่ คนเราบริโภคน้ำมันปาล์มค่อนข้างนิ่ง ตัวเลขจะไม่ค่อยขยับเท่าไหร่ แล้วก็เพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร ฤดูกาล แต่ไม่สวิงมาก…
ฉะนั้น ถ้าผลผลิตปาล์มออกมามากหักด้วยตัวคงที่ตัวหนึ่งคือเอามากิน ส่วนที่เหลือก็จะเป็นเรื่องของการเอามาผสมในรถยนต์ เรื่องของพลังงาน ถ้าเหลือมากเราก็เอามาใช้มาก ถ้าเหลือน้อยเราก็ใช้น้อย”
“ช่วงที่ผ่านมาแล้งมาก ผลผลิตปาล์มออกมาน้อย ถ้าเอามาผสมมากก็จะดูดมามาก ส่วนที่ใช้กินก็จะไม่พอกิน…ก็จะขาด มีอยู่ช่วงที่ก่อนหน้านี้เราไปสำรวจดูปรากฏว่าน้ำมันปาล์มขวดตามชั้นในห้างหายไป จำกัดการขาย คนซื้อ ซื้อได้ไม่เกิน 2 ขวด ก็แสดงว่าสถานการณ์เริ่มตึงตัว”
ในขณะเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาน้ำมันสำหรับบริโภคอยู่ที่ขวดหนึ่งไม่เกิน 42 บาท ช่วงที่น้ำมันปาล์มขาด ราคาก็สูง จึงกำหนดเพดานไว้ไม่ให้สูงเกินนี้ ปัญหามีว่าพอชนปุ๊บโรงงานก็ไม่อยากทำเพราะว่าขาดทุน ปาล์มซื้อมาต้นทุนสูงให้ขายแค่ 42 บาท ส่วนต่างกำไรมีนิดเดียว
แต่ว่า…เพดานราคาฝั่งพลังงานไม่ได้กำหนด ฉะนั้น พอเพดานทางนี้ (ด้านบริโภค) ไปไม่ได้ก็มีแผนส่งไปภาคพลังงานมาก พอส่งมาที่ภาคพลังงานมากบริโภคก็ขาด วิธีการของกรมฯ ของกระทรวงพลังงานคือ…เราต้องการที่จะสมดุลรอบด้านทั้งเรื่องราคาและปริมาณ ก็ลดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลลงเพื่อให้เหลือมากพอที่จะไปบริโภค
กรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน เป็นหน่วยงานที่จะช่วยดูแล ดูกลไกที่เกี่ยวข้อง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นตัวเลขที่ว่ามีมากมีน้อย ราคาเป็นเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการพิจารณา
ถ้าเกิดไบโอดีเซลต้นทุนสูงขึ้น ราคาน้ำมันจะสูงตามก็จะกลายเป็นโยนภาระมาให้ผู้บริโภคน้ำมันดีเซล และให้รู้ความสำคัญต่อไปอีกว่า “ดีเซล”…เป็นพลังงานที่เอามาใช้กับรถยนต์ขนส่งสินค้าเป็นหลัก ส่วนใหญ่ เป็นต้นทุนของสินค้าเกือบทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุก รถโดยสาร
“น้ำมันดีเซล…แพงขึ้นเมื่อไหร่ สินค้า ภาคขนส่ง…ค่าขนส่งก็แพงขึ้น พอค่าขนส่งสินค้าแพงขึ้น “สินค้า”…ก็แพงขึ้น พอสินค้าแพงขึ้นผู้บริโภคก็รับภาระอยู่ดี”
อนาคต…เพื่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศไทย ต้องบอกว่า…ถ้าสมมติว่าเรานำเข้ามาก บริโภคมาก ราคามูลค่าก็สูง แปลว่า เราก็ขาดดุลการค้ามาก เราอาจจะต้องปลูกข้าวมากขึ้นเพื่อที่จะเอาข้าวไปแลกน้ำมันเขามาใช้ เหมือนกับชาวนาปลูกข้าวแทบตายขายได้เงินอยู่ 10 บาท เอาไปซื้อน้ำมันได้ 1 ลิตร
…ก็ไม่รอด มีชีวิตอยู่ไม่ได้ มูลค่าสู้กันไม่ได้
“ลดการนำเข้า พึ่งพาตนเอง” เป็นหัวใจสำคัญที่ต้องทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม…ราคาน้ำมันจะสวิงขึ้นสูงแค่ไหนในอนาคตเราต้องอยู่ได้ด้วย… อยู่ได้ยังไง อยู่ได้ด้วยพืชพลังงาน เพราะว่าเราสามารถปลูกเองได้
วิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ฝากทิ้งท้ายว่า “คนเรามักจะมองการหาเงิน หารายได้ แต่ผมมองว่าถ้าเกิดคุณประหยัด ได้ ลดรายจ่ายลงก็เท่ากับหาเงินได้…ไม่จำเป็นต้องไปหาเงินมา
…น้ำมัน…พลังงานก็เหมือนกัน วันนี้ดูเหมือนราคาจะถูกลงต่อให้เหลือลิตรละ 20 กว่าบาทก็ไม่ได้แปลว่าถูก คุณต้องใช้อย่างประหยัด ให้คุ้มค่า…คุณทำได้เท่าไหร่ก็ช่วยประเทศชาติได้เท่านั้น”.