ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 22 ต.ค. 2559 06:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/760997

“วิรไท” มั่นใจก้าวข้ามช่วงการเปลี่ยนแปลง
ผู้ว่าการ ธปท.ยันเศรษฐกิจไทยยังมีประสิทธิภาพที่ดี สามารถข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงไปได้ ยันนักลงทุนยังมีความเชื่อมั่น เงินทุนไม่ผันผวน พร้อมดูแลตลาดเงินตลาดทุนสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป ส่วนทางเอกชนประสานเสียงเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังนี้ยังไม่ดี ภาคค้าปลีกอยากได้มาตรการกระตุ้นใช้จ่ายเพิ่มให้คนระดับกลาง–สูง ธนาคารโลกจี้รัฐเพิ่มลงทุนกันเศรษฐกิจทรุดตัว
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยยังมี เสถียรภาพ และสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ภายใต้ช่วงเปลี่ยนผ่านและความโศกเศร้าของคนไทยทั้งประเทศ จากพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยที่ยังดีอยู่ โดย ธปท.จะติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและดูแลให้ตลาดเงินตลาดทุนของไทยสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจในระยะต่อไป อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจบางประเภท เช่น ภาคที่เกี่ยวข้องกับนันทนาการ และการใช้จ่ายในบางภาคส่วนอาจจะชะลอตัวลงบ้าง ซึ่ง ธปท.จะติดตามการชะลอตัวอย่างใกล้ชิด แต่ในส่วนของการลงทุนนั้น คาดว่าจะกระทบไม่มากนัก ขณะที่การประเมินผลกระทบเพื่อปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ใหม่คงไม่มีความจำเป็นในขณะนี้
“ค่าเงินบาทในขณะนี้ยังคงมีเสถียรภาพที่ดี ขณะที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อประเทศไทยยังมีอยู่ ซึ่งจะเห็นได้จากการปรับดีขึ้นอย่างรวดเร็วของค่าเงินบาทและตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา แสดงให้เห็นมุมมองที่ดีและความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งของไทยและนักลงทุนต่างประเทศ ส่วนเงินทุนเคลื่อนย้ายยังไม่ผันผวนมากนัก และที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยผ่านเรื่องราวต่างๆ มามากมาย ดังนั้น จึงเชื่อว่าภายใต้ การเปลี่ยนแปลงนี้ เศรษฐกิจไทยยังมีประสิทธิภาพที่ดีเพียงพอที่จะเดินหน้าต่อไปได้”
นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในงานสัมมนา Thailand’s Economic Outlook 2017 Towards Sustainability ว่า ธปท.มองว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ปีนี้จะยังโตได้อย่างค่อยเป็นไปค่อยไป ขณะที่ไตรมาสที่ 4 อาจจะได้รับผลกระทบบ้างจากความเศร้าโศกของคนไทยทั้งประเทศ แต่พื้นฐานของเศรษฐกิจไม่มีการเปลี่ยนแปลงไป ขณะที่การเพิ่มขึ้นของการลงทุนภาคเอกชนจำเป็นต้องรอให้ความต้องการซื้อของประเทศเพิ่มขึ้นทั้งความต้องการซื้อในประเทศและจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ธปท.มองว่าในอนาคตการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ควรจะเป็นการสนับสนุนภาคเอกชนมากกว่าการใส่เงินระยะสั้นเข้าไปในระบบ ขณะที่นโยบายการเงินจะมีหน้าที่ประคับประคองเศรษฐกิจให้เกิดการฟื้นตัว
ขณะที่นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ นายกสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย กล่าวว่า การเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของประเทศ ทั้งการประมูลทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) รถไฟทางคู่ หรือถนนใหม่ๆ จะช่วยให้เกิดการกระจายเงินทุนออกไปยังธุรกิจรายย่อย และสร้างงานเพิ่มขึ้นได้ โดยเท่าที่ประมาณกันมีการประมูลโครงการรัฐในปีนี้ไปแล้ว 100,000 ล้านบาท และอาจจะไปได้ถึง 200,000 ล้านบาท แต่จะยังไม่เห็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้นในปีนี้ จะเริ่มเห็นการกระจายเม็ดเงิน และกิจกรรมที่คึกคักขึ้นในต้นปีหน้า และจะเห็นชัดเจนในประมาณกลางปี แต่ในส่วนของการก่อสร้าง ในส่วนของอสังหาริมทรัพย์อาจจะไม่ดีเท่ากับโครงการรัฐ
ด้านนายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า กำลังซื้อในปีนี้ยังไม่ดีเท่าที่ควร โดยคาดว่าจะโตได้ประมาณ 3-3.2% เท่านั้น จากที่เคยโต 8% ในปี 2545-2555 และในปีหน้าจะดีขึ้นอีกไม่มากโดยคาดว่าค้าปลีกไทยจะขยายตัวประมาณ 3.0-3.5% โดยสินค้าคงทนในปีนี้โตได้ไม่มาก จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ชะลอตัว ทำให้เครื่องเรือน เครื่องไฟฟ้าขายได้ไม่มาก โตได้ประมาณ 3% กว่าเท่านั้น ขณะที่สินค้ากึ่งคงทน เช่น เสื้อผ้า รองเท้า เครื่องประดับ น่าจะดีแต่ไม่ดี แต่สินค้าไม่คงทนไม่ดีที่สุด โดยเฉพาะกำลังซื้อจากคนระดับกลาง-ล่าง แต่ตรงกันข้ามกำลังซื้อของคนระดับกลาง-บน กลับดีกว่ามาก โตเป็นเลข 2 หลัก ดังนั้น รัฐบาลควรคิดหาทางที่จะทำให้คนกลุ่มนี้หันมาจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น
สำหรับด้านการลงทุน นางศรีวรรณ เอี่ยมรุ่งโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภาวะกำลังซื้อของโลกและเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง รวมทั้งการค้นพบผลิตภัณฑ์น้ำมันแบบใหม่ๆ ทำให้ปีนี้ราคาน้ำมันมีความผันผวนมาก ซึ่งส่งผลต่อการลงทุนของภาคธุรกิจอีกทางหนึ่ง เพราะน้ำมันเป็นต้นทุนของทุกธุรกิจ ในขณะที่ในส่วนของ ปตท.ได้ ลด ละ และยกเลิกโครงการลงทุนใหม่ไปจำนวนมาก ซึ่งเป็นทิศทางเดียวกับธุรกิจอื่นๆ ที่ชะลอการลงทุนในขณะนี้ แต่ยังหวังว่าในปีหน้าการลงทุนของเอกชนอาจจะเริ่มขยับตัวดีขึ้น
อย่างไรก็ตาม นายเกียรติพงศ์ อริยปรัชชา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจในระยะต่อไปมาจากทั้งภายในและภายนอก โดยภายนอกมาจากความผันผวนของตลาดการเงินโลกที่เกิดจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระยะต่อไปของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ส่วนในประเทศนั้น กำลังซื้อที่ยั่งยืนอาจจะเป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องคิด เพราะครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยโตจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ และปัจจัยส่งเสริมการขายชั่วคราว เช่นการเปลี่ยนรุ่นของรถยนต์ ดังนั้น กำลังซื้อในไตรมาสที่ 3 และ 4 ปีนี้ จะชะลอลง ดังนั้น รัฐต้องคงการใช้จ่ายและเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้เศรษฐกิจไม่ทรุดตัวลง.