ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 20 ต.ค. 2559 09:50
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/759211

ธ.กรุงเทพ จัดสัมมนาใหญ่ประจำปี “AEC 2025” เสนอภาพรวม ศก. อาเซียน 10 ปีข้างหน้า ‘ศุภชัย’ เผย มาตรการกระตุ้น ศก.ระยะสั้นไม่ช่วยพลิกโฉมทาง ศก. ได้ แนะรัฐ เร่งเชื่อมโยงอาเซียน หนุนการเติบโต ด้าน ‘วิกรม’ ชี้ ไทยควรใช้จุดแข็งอุตฯ ยานยนต์-การแพทย์-ท่องเที่ยว-อาหาร สร้างฐานการเติบโต …
เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ที่ผ่านมา ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) จัดงานสัมมนาใหญ่ประจำปี 2559 AEC Business Forum ภายใต้หัวข้อ “AEC 2025” เพื่อนำเสนอภาพรวมของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 10 ปีข้างหน้า

นายศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการ การประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) และอดีตผู้อำนวยใหญ่ องค์การการค้าโลก (WTO) เปิดเผยในหัวข้อ ประเทศไทยกับทศวรรษใหม่แห่งการพลิกโฉมเศรษฐกิจ ภายใต้ความร่วมมือ AEC โดยเชื่อว่า ในเวลานี้แผนกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยในระยะสั้นของรัฐบาลได้เดินมาจากสุดทางแล้ว หลังจากออกมาทั้งมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร มาตรการช่วยเหลือผู้สูงอายุ แต่ตนเองก็รู้สึกเป็นห่วงว่า หากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นถูกทำต่อไปอีกเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นไม่มีแผนที่จะมาพลิกโฉม หรือกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว
อย่างไรก็ตาม นายศุภชัย ก็มองว่า การกำหนดกรอบนโยบายของรัฐบาล ถือว่ามาถูกทางแล้ว ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดเงื่อนไขว่าประเทศไทยควรจะเดินหน้าต่อไปอย่างไรในอีก 20 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะวิสัยทัศน์ของอาเซียน หรือสหประชาชาติ ซึ่งเติบโตของไทยจะพึ่งพาแค่ภายในประเทศอย่างเดียวไม่ได้ แต่จะต้องโตคู่กับภูมิภาคและโลก ซึ่งในด้านวิสัยทัศน์ที่จะนำพาไทยก้าวไปได้ในอนาคต และการกลับมากระตุ้นภายในประเทศ หรือการหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง รวมถึงการที่จะยกระดับประเทศให้มีการเติบโตขึ้นถึงจะเรียกได้ว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่แท้จริง
นอกจากนี้ เงื่อนไขสำคัญของอาเซียนในขณะนี้ที่ไทยจะต้องยึดมาเป็นหลักในการพลิกโฉม ประกอบด้วย ความต้องการที่จะเป็นตลาดเดียวกันที่จะเป็นการสร้างภูมิภาคที่ทำให้เกิดความสามารถในการแข่งขันได้ การพัฒนากลุ่มประเทศ CLMV ทั้งกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ให้เติบโตไปด้วยกัน

ทั้งนี้ กระบวนการของไทยที่จะพลิกโฉม ประการแรก คือ เรื่อง Digitization ซึ่งเป็นกระบวนการที่ปล่อยให้เกิดขึ้นโดยเสรี และเริ่มเข้ามามีบทบาทในกลุ่มของธนาคารพาณิชย์, ค้าปลีก มากขึ้น โดยไทยควรเตรียมพร้อมในเรื่องของระบบ ทักษะ และกฎระเบียบ รวมถึงความปลอดภัย จากการเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น ต่อมา คือ การเชื่อมต่อ ที่จะต้องมีความจำเป็นในการดูแลความเคลื่อนไหวของสินค้า ของต้นทุน ของคน ซึ่งจะต้องมีการกำหนดให้ชัดเจนว่าจะตั้งเป้าโครงการของอาเซียนอย่างไรบ้าง ประการที่สาม เรื่องของ การพัฒนาและวิจัย และการมีนโยบายการทำงานร่วมกับภาคเอกชน ถือว่ามีความสำคัญมาก เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกัน และยกระดับสินค้าให้ดีขึ้น
ด้าน นายวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ.อมตะ คอร์ปอเรชั่น (AMATA) มองว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งที่สำคัญ คือ การเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ถือว่ามีคุณภาพการผลิตที่ดีมาก ตลาดหลักทรัพย์มีปริมาณการซื้อ-ขายเป็นอันดับหนึ่งในภูมิภาคอาเซียน, ความเชี่ยวชาญและชำนาญภาคการบริการด้านการแพทย์ รวมทั้งอาหารไทย นอกจากนี้ ยังมีการส่งเสริมการตั้ง International Head Quarter ที่ไทยจะไม่ใช่แค่เป็นฐานการผลิต แต่จะเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายด้วย