ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/247828
การเมือง : 3 พ.ย. 2559
สนช.ถกเครียด คุณสมบัติคนเป็นกก.ผู้ทรงคุณวุฒิ ดิจิทัล
กมธ. ตัดเหี้ยนคุณสมบัติต้องห้ามออก เปิดช่องคนทำดิจิทัลนั่งกก.ได้
วันที่ 3 พ.ย..-ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่1ทำหน้าที่ประธาน เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.การพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ…. ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวมีสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดให้คณะรัฐมนตรีจัดให้มีนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคมเพื่อให้การพัฒนาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเกิดประโยชน์สูงสุด พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีดิจิทัลที่เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม กำหนดให้มีคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือดีอี โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ให้ปลัดกระทรวงฯเป็นกรรมการและเลขานุการและให้เลขาธิการเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ซึ่งกรรมการดิจิทัลฯ ที่มีหน้าที่จัดทำนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดนโยบายและทิศทางด้านการเงิน การคลัง การลงทุน มาตราการทางภาษีและสิทธิประโยชน์ต่างๆ นอกจากนี้ยังกำหนดให้จัดตั้งกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้จ่ายเกี่ยวกับการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและให้มีคณะกรรมการกำกับสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งนี้ ซึ่งร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มีทั้งหมด65มาตรา
จากนั้นที่ประชุมได้อภิปรายเรียงลำดับรายมาตรา โดยมาตรา8คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง ซึ่งคณะกรรมาธิการฯได้มีการตัดข้อความใน (6) “ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หรือหน่วยงานของเอกชนเพราะทุจริตต่อหน้าที่ และ(7) และไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระอื่นใด หรือเป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือลูกจ้างขององค์กรเอกชนใดที่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งกรรมการ “ ออกไป ซึ่งสมาชิกหลายคนไม่เห็นด้วยกับการตัดข้อความดังกล่าวออก อาทิ นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ นายตวง อันทะไชย นายวรพล โสคติยานุรักษ์ พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร นายสมชาย แสวงการ ฯ โดยเห็นว่า การตัดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามนี้ออกถือเป็นเรื่องใหญ่ เปิดช่องให้บุคคลที่มีผลประโยชน์ บุคคลที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับธุรกิจดิจิทัลเข้ามาเป็นกรรมการ และ เป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนอย่างแท้จริง รวมทั้งยังเป็นการทำลายระบบธรรมาภิบาล ไม่มีความโปร่งใส มีเจตนาอะไรแอบแฝงในการตัดข้อความดังกล่าว เป็นการล็อกสเปกบุคคลหรือไม่ เพราะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะมีอำนาจในการบริหารกองทุนซึ่งมีจำนวนเป็นหมื่นล้านบาทซึ่งหากที่ประชุมเห็นชอบเชื่อว่า มีคนร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
ขณะที่กรรมาธิการฯชี้แจงว่า กรรมการชุดนี้จะเป็นผู้วางนโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจสังคม ออกระเบียบการบริหารกองทุน การจัดหาผลประโยชน์และจัดการกองทุน ซึ่งถือว่ามีความสำคัญจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้แต่บุคลากรด้านนี้มีน้อย อีกทั้งคนที่อยู่แวดวงไอซีทีส่วนใหญ่ก็มาจากภาคเอกชน กรรมาธิการฯมีความกังวลเรื่องคน ดังนั้นการตัดข้อความนี้ออกก็เพื่อต้องการได้คนที่มีความเชี่ยวชาญ คนเก่ง มาเป็นกรรมการไม่มีผลประโยชน์ใดๆทั้งสิ้น เพราะดิจิทัลจะเป็นเสาหลักของชาติ ถ้าได้คนไม่มีความรู้มาเป็นก็ไม่รู้ว่า อนาคตของชาติจะเป็นอย่างไร นอกจากนี้คนที่มีส่วนได้เสียก็จะไม่สามารถเข้าร่วมประชุมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตนเองได้ ประกอบกับจะมีร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ส่วนรวม พ.ศ….ซึ่งจะเป็นตัวควบคุมในเรื่องของผลประโยชน์ของกรรมการ และหากในอนาคตเห็นว่ามีปัญหามาก็็สามารถที่จะนำเสนอแก้ไขกฏหมายมาตรานี้ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการอภิปรายในมาตรานี้เป็นไปอย่างเคร่งเครียด ทั้งสมาชิกและคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงเหตุผลของแต่ฝ่ายโดยไม่มีการยอมกัน ทำให้ที่ประชุมต้องลงมติ ซึ่งผลปรากฏว่า ที่ประชุมลงมติใน (6) ไม่เห็นชอบตามที่คณะกรรมาธิการฯตัดออกด้วยคะแนน38ต่อ146งดออกเสียง10และลงมติ ไม่เห็นชอบกับการตัด(7) ด้วยคะแนน26ต่อ158งดออกเสียง10จึงทำให้คงมาตรา8ตามร่างเดิม จากนั้นที่ประชุมได้พักการประชุม15นาที เพื่อให้คณะกรรมาธิการไปหารือถึงการปรับแก้ร่างพ.ร.บ.เนื่องจากการลงมติในมาตรา8กระทบกับหลายมาตรา ที่เหลืออยู่ จนกระทั่งเวลา17.45น.จึงได้เปิดประชุมต่อ โดยนางเสาวณี สุวรรณชีพ ประธานคณะกรรมาธิการฯ ได้ขอถอนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวออกไปเพื่อพิจารณาปรับปรุงให้เหมาะสมและสอดคล้องกับที่สมาชิกอภิปรายและขอแปรญัตติ ก่อนนำมาให้ที่ประชุมได้พิจารณาต่อโดยเริ่มในมาตรา 9
