ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ต.ค. 2559 08:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/763417

ลุ้นระทึก “สมคิด” ชี้ขาดแผนปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงอุตสาหกรรม ครั้งประวัติศาสตร์ในรอบ 73 ปี เผยเอสเอ็มอี-โอทอป กลายเป็นขุมทรัพย์ที่ถูกกระทรวงพาณิชย์และมหาดไทย ยืนยันพร้อมดูแลต่อไป ตีกันไม่ให้กระทรวงอุตสาหกรรมกินรวบมาดูแลทั้งระบบ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จนถึงขณะนี้ ผู้บริหารของกระทรวงอุตสาหกรรมก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปในเรื่องการปรับปรุงโครงสร้างการทำงานของกระทรวงที่ถือได้ว่าเป็นครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวงมาตั้งแต่ปี 2486 หรือในรอบ 73 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าก่อนหน้านี้ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้เร่งปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าว ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม ที่ทุกกระทรวงจะต้องดำเนินการ
ล่าสุดเมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมานายสมคิด ได้มาตรวจการบ้านที่ได้ให้ไว้กับนางอรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม และนายสมชาย หาญหิรัญ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ปรากฏว่ารายละเอียดของแผนปรับปรุงโครงสร้างดังกล่าวถูกนายสมคิดตีกลับและสั่งให้ไปปรับปรุงมาใหม่ ซึ่งคาดว่าในต้นเดือน พ.ย.นี้ นายสมคิดพร้อมด้วยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะมาตรวจเยี่ยมกระทรวงอุตสาหกรรมอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเร่งรัดการทำงานดังกล่าว เนื่องจากกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นต้นทางของการขับเคลื่อนภาคการผลิตของประเทศไทย
สำหรับแผนงานที่กระทรวงได้เตรียมไว้และถูกตีกลับเนื่องจากนายสมคิดพิจารณาว่าแผนดังกล่าวถูกจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ ระยะ 20 ปี ข้างหน้า ถือว่าเป็นแผนที่ใช้เวลานานเกินไป จึงได้สั่งให้กลับไปแก้ไข โดยใช้หลักเกณฑ์ประกอบด้วย 1.แผนงานต้องทำให้เกิดการทำงานที่รวดเร็วขึ้น 2.ให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย 3.ต้นทุนการทำงานลดลง 4.การทำงานต้องคล่องตัว 5.ต้องมีความทันสมัย เพื่อตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเด็นหลักๆที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ของโครงสร้างกระทรวงอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะการทำหน้าที่สนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ผู้ประกอบการวิสาหกิจชุมชน (โอทอป) ที่มีผู้ประกอบการทั่วประเทศกว่า 2.5 ล้านกิจการ ที่ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ 3 หน่วยงาน คือกระทรวงอุตสาหกรรมดูแลด้านการผลิตและออกใบรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) กระทรวงพาณิชย์ รับผิดชอบช่องทางการตลาด กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย ดูแลการขึ้นทะเบียน และสนับสนุนโอทอป
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมได้เสนอแนวคิดว่าต้องการรวบรวมการทำงานด้านเอสเอ็มอีมาไว้ที่กระทรวงอุตสาหกรรมทั้งหมด โดยอาจจัดตั้งเป็นหน่วยงานระดับกรมขึ้นมาบริหาร เพื่อให้คล่องตัวในการดูแลเนื้อหางานทั้งระบบ แต่ล่าสุดผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงมหาดไทยก็ได้โทรศัพท์หารือกับนายสมชาย และแสดงความไม่เห็นด้วยหากจะมีการรวบรวมงานเกี่ยวกับเอสเอ็มอีและโอทอปมาไว้ที่กระทรวงอุตสาหกรรมเพียงแห่งเดียว โดยให้เหตุผลว่าในบางเรื่องของการสนับสนุนเอสเอ็มอีและโอทอป ทั้ง 2 หน่วยงาน ก็มีขีดความสามารถในการบริหารจัดการได้ตามปกติ จึงไม่ควรมาลดบทบาทของหน่วยงานข้ามกระทรวง ทำให้ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ในเรื่องนี้ ในขณะนี้คาดว่าจะต้องรอให้นายสมคิดมาเป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายแทน
สำหรับแผนการปรับปรุงโครงสร้างการทำงานอื่นๆ มีอาทิ การเพิ่มอำนาจให้สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (สอจ.) ทั่วประเทศ ทำหน้าที่แทนกรมในสังกัดได้เช่น การออกใบอนุญาต มผช.ให้โอทอป แทนที่ผู้ประกอบการต้องมายื่นขอที่สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) หรือการออกใบอนุญาตโรงงานอุตสาหกรรมประเภททั่วไป ที่ไม่เสี่ยงต่อมลพิษ แทนกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) เป็นต้น
นอกจากนี้ คาดว่ายังจะมีการตั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (สอช.) เพื่อทำหน้าที่กำหนดนโยบายการส่งเสริมการทำงานในรูปแบบคลัสเตอร์ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และมีการตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขา เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ และสำนักงานการเพิ่มประสิทธิภาพ นวัตกรรม และมาตรฐานแห่งชาติ ทำหน้าที่ดูแลสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมรายสาขาต่างๆที่เป็นหน่วยงานในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นต้น
ทั้งนี้ การพัฒนาเอสเอ็มอีและโอทอป จะมีการแยกกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ออกมาเป็น 2 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ เพื่อที่จะขยายขอบข่ายการดูแลผู้ประกอบการ จากปัจจุบันที่ดูแลเฉพาะภาคการผลิต แต่ในโครงสร้างใหม่จะขยายการดูแลไปยังผู้ประกอบการในทุกๆด้าน
ขณะที่ในเรื่องการส่งเสริมและสนับสนุนการประกอบการ ก็จะมีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่เป็นหน่วยงานหลักตามเดิม และเพิ่มเติมหน่วยงานใหม่ๆขึ้นมา อาทิ สำนักงานคณะกรรมการอุตสาหกรรมชีวภาพ ที่แปรสภาพมาจากสำนักงานคณะกรรมการอ้อย และน้ำตาลทราย ที่ขณะนี้ดูแลเรื่องอุตสาหกรรมอ้อย แต่เนื่องจากอ้อยเป็นวัตถุดิบขั้ นต้นของอุตสาหกรรมชีวภาพ จึงจะขยายเนื้องานไปดูแลเรื่องการแปรรูปปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง เพื่อต่อยอดไปเป็นอุตสาหกรรมชีวภาพ.