ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ต.ค. 2559 05:45
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/766591

“พิมล” ชงแผนต่อยอดธุรกิจทีซีเอ็มซีบุกทั่วโลก
พอเอ่ยชื่อ “บริษัท อุตสาหกรรมพรมไทย จำกัด (มหาชน)” หรือ “พรมไทปิง” เชื่อว่าผู้ที่อยู่ในวัย 40 ขึ้นไปต่างรู้จักเป็นอย่างดี ครั้นไปถามคนที่อายุต่ำกว่า 40 ปี มีไม่น้อยที่อาจจะไม่ค่อยคุ้นกับชื่อนี้ แต่กลับร้องอ๋อทันที ถ้าถามถึงชื่อ “ทีซีเอ็มซี” ซึ่งเป็นชื่อย่อที่อยู่ในตลาดหุ้น ขณะที่คนรุ่น 40 ปีขึ้นไปที่ไม่เล่นหุ้น กลับไม่รู้จักมักคุ้นกับชื่อนี้เลย
ทั้งที่ “บริษัท อุตสาหกรรมพรมไทย จำกัด (มหาชน)” และ “ทีซีเอ็มซี” ก็คือบริษัทเดียวกัน และเป็นเจ้าของพรมไทปิง และรอยัลไทย
“พิมล ศรีวิกรม์” ประธานกรรมการและประธานกรรมการบริหาร บริษัท อุตสาหกรรมพรมไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายพรม แบรนด์ไทปิง และรอยัลไทย เปิดเผยว่า ภายหลังจากที่เข้ารับตำแหน่งนี้ต่อจากบิดา คือ “เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์” ซึ่งได้เสียชีวิตไปเมื่อ 4-5 ปีก่อน ได้มีความตั้งใจที่จะต่อยอดธุรกิจให้ขยายรุดหน้าไปมากขึ้น พร้อมกันนั้นยังมีความคิดที่จะรีแบรนด์ใหม่
เนื่องจากเห็นว่าลำพังการทำธุรกิจพรมซึ่งมีความมั่นคงนั้น แต่ไม่อาจจะขยายรายได้มากขึ้น เพราะตลาดค่อนข้างนิ่ง แต่ละปีจะทำรายได้ 700 กว่าล้านบาท อย่างไรก็ดี ชื่อเสียงของบริษัทและแบรนด์อย่าง “ไทปิง” เป็นที่รับรู้กันกว้างขวางทั้งในไทยและต่างประเทศ จึงมองเห็นว่าน่าจะแตกหน่อ ธุรกิจออกไปเพื่อเพิ่มรายได้และสร้างเสถียรภาพยิ่งขึ้น โดยต้องรีแบรนด์ให้สอดคล้องกับทิศทางใหม่ของบริษัท
“สำหรับการต่อยอดธุรกิจนั้น เราจะมุ่งไปในแนวทางที่ถนัด ไม่แตกหน่อไปในแนวทางอื่นที่ไม่รู้เรื่อง เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นเตี้ยอุ้มค่อม เข็มมุ่งของเราจึงจะมุ่งไปยังธุรกิจที่เกี่ยวกับการตกแต่งภายในและสิ่งทอ”
เริ่มต้นด้วยเมื่อ 3 ปีที่แล้ว บริษัทได้เข้าไปซื้อหุ้นในบริษัท ทีซีเอช ซูมิโนเอะ จำกัด ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจผู้ผลิตผ้าและพรมเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมรถยนต์ในไทย โดยเข้ามาร่วมทุนกับซูมิโนเอะ เท็กซ์ไทล์ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งทำให้บริษัทมีรายได้เติบโตมากขึ้น
ขณะเดียวกันเมื่อปีที่แล้วบริษัทยังคงเดินหน้า ขยายกิจการด้วยการใช้เม็ดเงินกว่า 1,250 ล้านบาทซื้อหุ้น 76% ในบริษัทอัลสตันส์ ผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์อันดับหนึ่งในอังกฤษ ซึ่งดำเนินธุรกิจนี้มายาวนานกว่า 160 ปี ถือเป็นแบรนด์เก่าแก่ เป็นที่รู้จักกันดีในอังกฤษและยุโรป ส่งผลให้บริษัทมีรายได้เติบโตเพิ่มขึ้น ที่สำคัญอาศัยศักยภาพของทีซีเอ็มซีจะยิ่งช่วยขยายตลาดเฟอร์นิเจอร์แบรนด์อัลสตันส์ โดยเฉพาะในตลาดเอเชีย
ล่าสุด ในปีนี้ทีซีเอ็มซีใช้เม็ดเงินกว่า 1,600 ล้านบาทซื้อกิจการกลุ่มดีเอ็ม มิดแลนด์ส ลิมิเต็ด หรือ “ดีเอ็มเอ็ม” ผู้ผลิต และจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่จากสหราชอาณาจักร ซึ่งประกอบธุรกิจ 3 ด้าน ได้แก่ แอชลีย์ แมเนอร์ (Ashley Manor) หนึ่งในผู้นำตลาดโซฟาในสหราชอาณาจักร, เอเอ็มเอ็กซ์ ดีไซน์ (AMX Design) ทำธุรกิจโซฟาหนัง และโซฟาหนังปรับเอนได้ และธุรกิจผลิตและจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ส่งออกภายใต้แบรนด์อเล็กซานเดอร์ แอนด์ เจมส์ หรือเอ แอนด์ เจ (Alexander & James) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจเฟอร์นิเจอร์
เนื่องจากดีเอ็มเอ็มถือเป็นยักษ์ใหญ่เบอร์สองในวงการเฟอร์นิเจอร์ของอังกฤษ โดยจะทำเฟอร์นิเจอร์ในแนวโมเดิร์นหรือทันสมัย ขณะที่ของ “อัลสตันส์” จะเป็นแนวอนุรักษนิยม จึงเป็นการเสริมในส่วนที่ขาด และเติมในส่วนที่พร่อง ทำให้สามารถบุกตลาดเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างครบวงจร
ที่สำคัญ ผลประกอบการของดีเอ็มเอ็ม ซึ่งมีชื่อเสียงในการผลิตโซฟานั้นก็น่าพึงพอใจ อย่างปีที่แล้วทำรายได้กว่า 70 ล้านปอนด์ หรือกว่า 3,000 ล้านบาท
“ทำให้การเข้าซื้อกิจการของดีเอ็มเอ็ม เมื่อรวมกับกลุ่มอัลสตันส์ ซึ่งทำรายได้กว่า 30 ล้านปอนด์ต่อปี หรือกว่า 1,500 ล้านบาท จะทำให้ทีซีเอ็มซี เป็นบริษัทผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์รายใหญ่ที่สุดในอังกฤษ ทั้งยังจะทำให้เรามีรายได้โตแบบก้าวกระโดด”
หลังจากนี้ทั้งทีซีเอ็มซี อัลสตันส์ และดีเอ็มเอ็ม จะร่วมกันขยายตลาดในเอเชีย โดยดีเอ็มเอ็มต้องการขยายตลาดเอเชียอย่างจีน ฮ่องกง อาเซียน ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญที่กลุ่มดีเอ็มเอ็มต้องการให้ไทปิงเข้ามาซื้อกิจการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ รวมถึงตลาดแถบตะวันออกกลางที่กลุ่มไทปิงมีเครือข่ายที่แข็งแกร่งมาก
ขณะเดียวกันจากการที่ไทปิงมีประสบการณ์ในการทำตลาดโลก โดยเน้นเจาะตลาดโครงการ เช่น โรงแรม กาสิโน ศูนย์แสดงสินค้า ฯลฯ จะทำให้ สามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น
ทั้งนี้ ภายหลังการควบรวมกิจการของดีเอ็มเอ็มในครั้งล่าสุดจะสามารถนำรายได้ของบริษัทใหม่เข้ามาภายในไตรมาส 4 ซึ่งจะทำให้รายได้ของบริษัทในปีนี้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มีรายได้ 3,200 ล้านบาท และในปี 2560 คาดว่าจะมีรายได้เพิ่มอีกเท่าตัวเมื่อเทียบจากปีนี้.