จับตา “ทรัมป์” สานต่อ-ทิ้ง “ทีพีพี” แนะไทยลุยจบ “อาร์เซพ” สร้างจุดเปลี่ยนโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 พ.ย. 2559 07:30

อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783367

 

จับตา “ทีพีพี” หลัง “โดนัลด์ ทรัมป์” คว้าชัยศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ เชื่อความตกลง ไม่ล้มแน่ เพราะมีข้อบทล็อกเงื่อนไขการมีผลบังคับใช้ ลั่นหากสหรัฐฯถอนตัว ต้องขอแก้ไขข้อบทนี้ “พาณิชย์” ยันไทยลุยอาร์เซพให้จบดีกว่า เหตุได้ประโยชน์แน่นอน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ภายหลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะศึกเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯแล้ว นโยบายหนึ่งที่ทั่วโลกสนใจคือ การเดินหน้าสานต่อความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) หรือไม่ เพราะจากนโยบายหาเสียง นายทรัมป์จะไม่สานต่อทีพีพี ที่ถือเป็นความตกลงการค้าเสรีใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิก 12 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย, บรูไน, แคนาดา, ชิลี, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, เม็กซิโก, นิวซีแลนด์, เปรู, สิงคโปร์, สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม

แต่หากนายทรัมป์ไม่สานต่อ ความตกลงนี้ไม่น่าล้ม สมาชิกที่เหลือคงพยายามอย่างหนักให้มีผลบังคับใช้ให้ได้ เพราะเป็นความตกลงที่มีมาตรฐานสูง มีการเปิดเสรีอย่างมาก และสมาชิกจะได้ประโยชน์ตามที่ตกลงกันไว้ ประกอบกับความตกลงนี้ มีข้อบทเรื่องการให้มีผลบังคับใช้ที่กำหนดเงื่อนไขว่า หากภายใน 2 ปี หลังจากความตกลงบรรลุผลแล้ว สมาชิกยังไม่สามารถให้สัตยาบันเพื่อให้มีผลบังคับใช้ได้ สมาชิก 6 ประเทศ มีจีดีพีรวมกันมีมูลค่าอย่างน้อย 85% ของมูลค่ารวม สามารถให้สัตยาบันข้อตกลงก็จะมีผลบังคับใช้ได้ทันที

โดยประเด็นนี้ จีดีพีสหรัฐฯใหญ่มากถึง 60% ของจีดีพีทั้งหมด จึงเป็นไปไม่ได้ที่ทีพีพีจะไม่มีสหรัฐฯรวมอยู่ด้วย แต่หากนายทรัมป์จะทิ้งทีพีพีจริง สหรัฐฯต้องขอแก้ไขข้อบทเรื่องการให้มีผลบังคับใช้กับสมาชิกที่กำหนดเงื่อนไขของจีดีพี ไม่เช่นนั้น ทีพีพีจะเดินหน้าต่อไม่ได้แน่นอน หรือหากนายทรัมป์จะเดินหน้าต่อทีพีพี นายทรัมป์ต้องอธิบายให้กับคนอเมริกันเข้าใจด้วยว่า เหตุใดจึงต้องเดินหน้าต่อ ไม่ยกเลิกตามนโยบายหาเสียง และคงต้องขอเจรจาใหม่กับสมาชิกทั้ง 11 ประเทศ

ส่วนไทยคงไม่จำเป็นต้องเข้าร่วม เพราะไทยมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับสมาชิกที่เหลือในกรอบต่างๆอยู่แล้ว โดยสมาชิกทีพีพี 4 ประเทศอยู่ในอาเซียน คือ เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย ส่วนอีก 3 ประเทศคือ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์นั้น ไทยและอาเซียนมีความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) อยู่แล้ว อีกทั้งยังอยู่ระหว่างเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (อาร์เซพ) อาเซียน กับ 6 ประเทศคู่เจรจา คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ขณะที่เม็กซิโก ไทยทำการค้าด้วยน้อย ส่วนชิลี และเปรู ไทยมีเอฟทีเอด้วยแล้ว และแคนาดา อาเซียนอยู่ระหว่างศึกษาจัดทำเอฟทีเอด้วย ดังนั้น ไทยควรเดินหน้าอาร์เซพให้จบโดยเร็วจะดีกว่า ซึ่งล่าสุดอาร์เซพมีความคืบหน้ามากแล้ว และสมาชิกตั้งเป้าหมายจะเจรจาให้จบภายในปี 60


นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ในฐานะหัวหน้าคณะเจรจาอาร์เซพฝ่ายไทย กล่าวว่า หากอาร์เซพมีผลบังคับใช้ก่อนทีพีพีจะทำให้ไทยและจีนรวมถึงประเทศที่ไม่เป็นสมาชิกทีพีพีจะได้เปรียบ เช่น ไทย และจีนจะเป็นแหล่งลงทุนที่สำคัญต่อไป และสามารถแข่งขันได้ในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งอาร์เซพเป็นความตกลง ที่มีการยกระดับมาตรฐานการเปิดตลาดเทียบเคียงกับทีพีพีได้ในระดับหนึ่ง

แต่หากทีพีพีมีผลบังคับใช้ก่อนอาร์เซพ สิทธิและผลประโยชน์จะได้กับสมาชิกทีพีพี และอาร์เซพต้องนำมาพิจารณาในแง่การเปิดตลาด โดยเฉพาะหากพิจารณาเฉพาะ 7 ประเทศสมาชิกทีพีพีที่เป็นสมาชิกอาร์เซพด้วย คือ เวียดนาม สิงคโปร์ บรูไน มาเลเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ภายใต้หลักการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง (เอ็มเอฟเอ็น) ที่กำหนดว่าสมาชิกในความตกลงการค้าเสรีต้องได้รับสิทธิประโยชน์ไม่น้อยไปกว่าประเทศอื่น หรือประเทศที่มิใช่สมาชิกความตกลง หรือหากจะพูดง่ายๆ คือ สมาชิกใดให้สิทธิกับประเทศนอกความตกลงที่ดีกว่าประเทศในความตกลง สิ่งที่ดีกว่านั้นต้องนำมาให้กับสมาชิกด้วย

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าทีพีพีจะเกิดขึ้นหรือไม่ และอาร์เซพจะจบเมื่อไร ไทยต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการแข่งขันในเวทีการค้าโลก ซึ่งรัฐบาลไทยมีความพร้อมและได้กำหนดนโยบายแล้ว โดยมีแผนที่จะดำเนินยุทธศาสตร์สร้างพันธมิตรทางการค้า (Strategic Partnership) กับหลายประเทศ ภายใต้ความร่วมมือการแบ่งปันผลประโยชน์ร่วมกัน ลงลึกรายสาขา หรือรายสินค้าที่เห็นประโยชน์ชัดเจน เพื่อตักตวงผลประโยชน์ในการขยายการค้าและการลงทุนให้ได้อย่างรวดเร็วทั้งสองฝ่าย ทันต่อสถานการณ์การค้าในอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว.

 

Leave a comment