ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 15 พ.ย. 2559 14:01
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/783717

สถาบันอนาคตไทยศึกษา วิเคราะห์ 4 คำถาม ข้อตกลง TPP กับประเทศไทย เผย ไทยจะได้ประโยชน์ทางการค้าเพิ่มขึ้นจาก 3 ประเทศ ที่ยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีด้วย ระบุ ประโยชน์จาก TPP ผ่านการลดภาษี มีไม่มาก ขณะที่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องจักร ยาง รับประโยชน์จากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นชัดเจน แนะ ไทยต้องมีกลยุทธ์เจรจาการค้าแบบใหม่ …
วันที่ 15 พ.ย. 59 จากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมานั้น สิ่งที่น่าจับตามองคือ นโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่ ที่มีข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก หรือ TPP ซึ่งทางสถาบันอนาคตไทยศึกษา ได้จัดทำการศึกษาในหัวข้อ “4 คำถาม ข้อตกลง TPP กับประเทศไทย” เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมก่อนตัดสินใจเรื่อง TPP รวมถึงกลยุทธ์ในการเจรจาต่อรอง และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับ
รายงานระบุว่า ไทยจะได้ประโยชน์ทางการค้าเพิ่มขึ้นจากเพียง 3 ประเทศที่เรายังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรีด้วย คือ สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งมีมูลค่าการค้ารวมกันเพียง 10% ของมูลค่าการค้ารวมของไทย และในจำนวนนี้เป็นการค้ากับสหรัฐฯ สูงถึง 8% ซึ่งประโยชน์จาก TPP ผ่านการลดภาษีจึงไม่น่าจะมีมาก เพราะโดยปกติสหรัฐฯ เก็บภาษีนำเข้าต่ำอยู่แล้ว โดยเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 1.4%
ขณะที่ ประโยชน์จากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นชัดเจน น่าจะได้จากเพียง 4 อุตสาหกรรม ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ เครื่องจักร และยาง ซึ่งคิดเป็นเพียง 1 ใน 4 ของการลงทุนจากต่างประเทศทั้งหมด เพราะอุตสาหกรรมเหล่านี้ เป็นอุตสาหกรรมที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ มาก จึงมีโอกาสที่นักลงทุนจะมาตั้งฐานการผลิตเพิ่มขึ้น และหากไทยไม่เข้าร่วม TPP ไทยจะเสียโอกาสทางเศรษฐกิจมากที่สุด แต่ก็ไม่ได้เสียมาก โดย GDP จะลดลงเมื่อเทียบกับกรณีไม่มี TPP ประมาณปีละ 0.06%
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญของ TPP จึงอยู่ที่ประเด็นอื่นที่ไม่ใช่เรื่องเศรษฐกิจโดยตรง ซึ่งไทยคงต้องคิดว่าเบ็ดเสร็จแล้ว เราได้ประโยชน์แค่ไหน เพราะจะมีทั้งการปรับกฎระเบียบของมาตรฐานให้มีเกณฑ์สูงขึ้น เช่น ด้านแรงงาน สิ่งแวดล้อม รัฐวิสาหกิจ และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และประเด็นเชิงเศรษฐกิจการเมือง ที่สหรัฐฯ สามารถกำหนดข้อตกลงที่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจสหรัฐฯ ได้ ยิ่งไปกว่านั้น อำนาจต่อรองของไทยมีไม่มาก เพราะสหรัฐฯ สามารถกำหนดข้อตกลงที่ประเทศเล็กต้องยอมทำตามนั่นเอง
การผลักดัน TPP อาจกำลังเจออุปสรรคเพิ่มเติมจากกระแส anti-globalization และ anti-trade agreement ที่กำลังมาแรง เห็นตัวอย่างจากการที่คนอังกฤษโหวตให้ประเทศออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) หรือล่าสุด ที่ข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างสหภาพยุโรปกับแคนาดาก็บรรลุข้อตกลงได้อย่างยากลำบาก จึงทำให้มีข้อสงสัยว่าการผลักดันข้อตกลงการค้าอื่นๆ รวมถึง TPP อาจทำได้ยากขึ้น
ทั้งนี้ ไทยต้องมีกลยุทธ์ในการเจรจาการค้าแบบใหม่ โดยที่ต้องรู้ว่าเราจะยอมเสียอะไรไปเพื่อให้ได้อะไรมา ควรทำสัญญากับใคร และจะทำอย่างไรเพื่อรักษาอำนาจต่อรอง เช่น ต้องรู้ว่าอุตสาหกรรมไหนที่เราอยากได้จริงๆ แล้วเราจะได้เท่าไร หรือต้องรู้ว่าควรทำสัญญากับใครที่จะได้ประโยชน์สูง เพราะจะบอกได้ว่าไทยควรเข้าเจรจากับใครดี เช่น RCEP ซึ่งเป็นข้อตกลงที่มีจีนเป็นแกนหลัก และควรให้ความสำคัญกับการเจรจาข้อตกลง WTO บรรลุผล เพื่อรักษาอำนาจต่อรอง ซึ่งข้อตกลงทั้ง 2 จะช่วยรักษาอำนาจการต่อรองกับสมาชิก TPP ให้มีความสมดุลขึ้น