ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/248646
การเมือง : 11 พ.ย. 2559
“รบ.” แจง การเดินหน้าสู่ “4.0” เป็นการเพิ่มทางเลือก” ปชช.”
“รบ.” แจง การเดินหน้าสู่ “4.0” ไม่ใช่ไม่สนใจผู้มีรายได้น้อย แต่เป็นการ เพิ่มทางเลือก ให้ “ปชช.”
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “ศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติอย่างยั่งยืน” ว่า การเดินหน้าสู่ 4.0 ไม่ใช่ไม่สนใจผู้มีรายได้น้อย แต่เพื่อเป็นการขยายช่องทาง เปิดกว้าง เพิ่มทางเลือก ให้ประชาชน ได้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้โดยการใช้ระบบดิจิทัล การใช้โทรศัพท์ สมาร์ทโฟน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ใช้ประโยชน์ ค้าขายได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางมากนัก หรือใช้การผ่านพ่อค้าคนกลางแต่เพียงอย่างเดียว เราต้องมีผลประโยชน์ เกื้อกูลกัน ถ้วนหน้า สำหรับพี่น้องประชาชน“ทุกระดับ”ตั้งแต่ระดับบน กลาง และฐานรากระยะแรก ประชาชน เกษตรกรควรต้องมีการรวมกลุ่มอาชีพ ในพื้นที่เดียวกัน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทั้งนี้เพื่อให้เกิดช่องทางใหม่ มีผลผลิตที่มีคุณภาพเป็นมวลรวม มีความสมบูรณ์ ควบคุมคุณภาพด้วยตนเอง เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรอง ซึ่งเราคงไม่สามารถกดดัน หรือไปบังคับใครได้ ในระบบการค้าเสรีในปัจจุบัน แต่เราก็จะปล่อยให้ทุกคนมองเพียงไร่นาของตนเองแต่เพียงอย่างเดียว คงทำอย่างนั้นไม่ได้อีกต่อไป เราจำเป็นต้องเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ให้เกิดเป็น“เกษตรแปลงใหญ่” มีการกำหนดความต้องการน้ำ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามสภาพทรัพยากรน้ำที่เรามีอยู่ มีการคำนวณ ประมาณการ เพื่อให้สามารถจัดการปลูกพืชที่เหมาะสม เหลื่อมเวลา สอดคล้องกับตลาดรับซื้อ ทั้งบริโภคเองในประเทศ และส่งออกไปยังต่างประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไร ให้ผลผลิตทางการเกษตรของเรานั้น ไม่มีความชื้นมาก จนถูกตัดราคาโดยเฉพาะข้าว จะทำอย่างไร ให้เกษตรกรมีเครื่องมือเป็นของตนเอง ในชุมชน ในกลุ่ม ในสหกรณ์ หรือในวิสาหกิจชุมชน ทั้งนี้รัฐบาลจำเป็นต้องหา“กลุ่มพลังของเกษตรกร”เหล่านี้ให้เจอ ประชาชน เกษตรกร ข้าราชการ ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน น่าจะช่วยตน ช่วยรัฐบาลตรงนี้ในการรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ไว้ให้ได้ก่อน มีการรวมตัวกัน“เป็นกลุ่มเป็นก้อน”มีการขึ้นบัญชี
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โดยจัดทำฐานข้อมูล เพื่อสนับสนุนการบริหารและการกำหนดนโยบายของรัฐบาลด้วย ในปัจจุบันนั้นสหกรณ์มีอยู่ กว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ เป็นสหกรณ์ภาคการเกษตร กว่า 4,000 แห่ง จำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างความเข้มแข็ง โดยหากมีการรวมตัวกัน อย่างเป็นทางการ มีการลงทะเบียนที่ชัดเจน รัฐก็สามารถจัดสรรงบประมาณลงไปตรงจุดแก้ปัญหาอย่างมีระบบ ตรงตามเป้าหมาย และความต้องการซึ่งรวมทั้งการลดต้นทุน การจัดหาเครื่องจักร เครื่องสี เครื่องอบ เราไม่สามารถแจกจ่ายทุกครัวเรือนได้ หรือจะแก้ปัญหาทุกอย่างรายหัวได้ เพราะฉะนั้นประชาชน เกษตรกร จะต้องสร้างความเข้มแข็งของตนเองด้วย ตามคำแนะนำของรัฐบาล หน่วยงานราชการ เราคงต้องเรียนรู้ ซึ่งกันและกัน อีกมาก
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับหน่วยงานราชการของแต่ละกระทรวง ที่ได้น้อมนำ“ศาสตร์พระราชา”มาจัดตั้งเป็น“ศูนย์การเรียนรู้”กว่า 10,000 แห่ง ทั่วประเทศนั้น ทั้งศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่,ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และศูนย์การเรียนรู้ICTชุมชน เป็นต้น ทั้งนี้ก็เพื่อจะสร้าง“Smart Farmer”เกษตรกรยุคใหม่ ที่มีความเข้มแข็ง มีภูมิคุ้มกัน มีความรู้ เราต้องเฉลี่ยแบ่งปันกัน ถ้าเรามัวแต่แข่งขันกันเอง ลดราคา ตัดราคา แล้วก็ไม่ช่วยกันทำยุ้งฉางเหมือนในอดีตบ้าง ไม่เก็บผลผลิตไว้ได้เลย ไว้กิน ไว้ขายไว้ทำพันธ์ุอะไรก็แล้วแต่ แล้วก็ไม่สามารถรวมกลุ่มกันได้ เราก็จะไม่มีพลังในการต่อรองกับใครได้เลย ลองดูคนอื่นที่เขาทำไปแล้วประสบความสำเร็จบ้าง หลายกลุ่ม หลายหมู่บ้านเขาทำได้แล้ว กระทรวงเกษตรคงจะชี้แจงต่อไป
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลเข้าใจว่า หากว่าเราสามารถสร้างความเข้มแข็ง ในระดับฐานรากได้นั้น ตรงกลาง ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้าคนกลาง ผู้รับซื้ออื่นๆ ก็ไม่อาจจะสามารถ“ผูกขาด”ราคาได้ทั้งหมด จริงๆแล้วในการทำธุรกิจนั้นก็ต้องเห็นใจกัน เขาก็จำเป็นต้องหาพืชผลภาคเกษตรกรรม ไปป้อนภาคอุตสาหกรรมให้ได้ ตลอดเวลา ในราคาถูกที่สุด เพื่อมีผลกำไรมากที่สุดโดยไม่ผิดกฎหมาย หากเราเข้มแข็ง พ่อค้าก็ต้องปรับตัว โรงงานโรงสีก็ต้องปรับตัวไปด้วย ช่วยกันมองประโยชน์ของประชาชน และ ประเทศชาติ อาจจะต้องลดกำไรลงในช่วงนี้ เพราะพวกเราก็ต่างเป็นคนไทยด้วยกัน มันก็จะครบวงจร
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าตั้งแต่การผลิต การแปรรูป การสร้างนวัตกรรม และการตลาด ราคาทั้งห่วงโซ่ ก็จะ“ดีขึ้น”โดยอัตโนมัติ และกลไกการตลาดก็ต้องปรับตัวไปพร้อมๆกันด้วยยกตัวอย่าง การรวมกลุ่มตาม“โครงการข้าวขวัญสุพรรณ”ซึ่งน้อมนำ“ศาสตร์พระราชา”ในเรื่อง“การระเบิดจากข้างใน”ของมูลนิธิขวัญข้าว,สมาคมโรงสีข้าวสุพรรณบุรี และสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสุพรรณบุรี ในการร่วมพัฒนาพันธุ์ข้าวพื้นเมือง คือ“ขาวตาเคลือบ”ซึ่งเป็นสินค้าเด่นประจำจังหวัด และผลิตในลักษณะข้าวปลอดปุ๋ยเคมีและสารเคมีฆ่าแมลง นับว่าเป็นผลดีต่อทั้งสุขภาพชาวนาและผู้บริโภค รวมทั้งสิ่งแวดล้อมอีกด้วย
ที่สำคัญก็คือ เกษตรกร ชาวนา ที่เข้าร่วมโครงการ สามารถเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วนในการเพิ่มบทบาทตนเองใน“ห่วงโซ่”จาก“ผู้ผลิต”เป็น“ผู้จำหน่าย”ได้อีกด้วย เป็นการปรับตัวเข้าหากันของ“ทุกคน ในวงจรข้าว”เพื่อจะช่วยพัฒนาตลาดข้าวไทยให้สามารถเติบโตอย่างยั่งยืน ภาพรวมพื้นที่เป้าหมายส่งเสริมการปลูกข้าว ในปี2559ถึง 2560 เราคาดการณ์ว่าพื้นที่ปลูกข้าว ทั้งประเทศ57.86ล้านไร่ ในการเพาะปลูกข้าวนาปีนั้น รัฐบาลส่งเสริมให้ปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมต่อการปลูกข้าว ด้วยพืชและปศุสัตว์ทดแทน ทั้งสิ้นจำนวน570,000ไร่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า แบ่งเป็น เกษตรกรรมทางเลือกอื่น420,000ไร่ ส่งเสริมปศุสัตว์150,000ไร่ ผลการดำเนินงาน อันนี้ที่มีผลสำเร็จแล้วสามารถปรับเปลี่ยนไปได้แล้ว กว่า350,000ไร่ โดยได้ปรับเป็น เกษตรกรรมพืชอื่นๆ2แสนกว่าไร่ และปศุสัตว์ กว่า1แสนไร่ สำหรับข้าวนาปรัง ฤดูกาลเพาะปลูกรอบที่2คาดการณ์ว่าพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้งหมด9.26ล้านไร่ รัฐบาลก็มีแผนจะส่งเสริมปลูกพืชอื่นทดแทน2.52ล้านไร่ และ คงพื้นที่ปลูกข้าวไว้6.74ล้านไร่ และ ในฤดูกาลเพาะปลูก รอบที่3คาดการณ์ว่าพื้นที่เพาะปลูก500,000ไร่ เราจะรณรงค์ให้ชาวนาพักแปลงเพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดิน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับพื้นที่เพาะปลูกข้าวทั้งหมดของเรานั้น เราก็จะมีมาตรการส่งเสริมในเรื่องการลดต้นทุนการผลิต ลดและควบคุมราคาเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ค่าเช่าที่นา เพิ่มคุณภาพ ส่งเสริมการรวมกลุ่ม นาแปลงใหญ่ ถ่ายทอดเทคโนโลยีการทำนาแบบปราณีต สนับสนุนการตรวจรับรองมาตรฐานการผลิตที่ดี (GAP)และ บริหารจัดการน้ำชลประทาน รวมทั้ง เครื่องจักรกลการเกษตร สำหรับความก้าวหน้า หรือความสำเร็จ ตามนโยบาย“เกษตรแปลงใหญ่”ของรัฐบาลนั้น สามารถดำเนินการได้แล้ว จำนวน 600 แปลง ด้วยความร่วมมือของประชาชน เกษตรกร และกลไก“ประชารัฐ”โดยไม่ได้บังคับ มีเกษตรกรได้รับผลประโยชน์แล้ว ราว 97,000 ราย ครอบคลุมพื้นที่เกษตรกรรมประมาณ 1.5 ล้านไร่ ยังเหลืออีกประมาณหลายล้านไร่ ถ้าหากรวมเป็นกลุ่มกันได้ รัฐบาลพอจะจัดหางบประมาณ มาส่งเสริม เติมเต็มในส่วนที่ขาด ได้ตรงความต้องการ ตรงศักยภาพของแต่ละพื้นที่
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หากต้องดู“ทั้งหมด ทุกกลุ่ม ทุกประเด็นปัญหา”งบประมาณเราไม่มีพอ กระจัดกระจายกันมากเกินไป เพราะฉะนั้น การรวมกลุ่มกันได้นั้น นอกจากจะช่วยสร้างความเข้มแข็งด้วยตัวเองแล้ว รัฐบาลก็ยังจะหาทางให้การสนับสนุนอย่างบูรณาการ เช่น กรณี“สินค้าข้าว”สามารถเพิ่มผลผลิตเฉลี่ย ร้อยละ 13 และลดต้นทุนการผลิตได้ ร้อยละ 19 นอกจากนี้ ยังสามารถช่วยเหลือเกษตรกร ในเรื่ององค์ความรู้,การบริหารจัดการ,การเข้าถึงแหล่งเงินทุน,การแปรรูป,การเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ และการตลาด เป็นต้น
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า โดยแผนงานส่งเสริมการรวกลุ่มเป็นเกษตรแปลงใหญ่ ในปี 2560 มีเป้าหมาย“เพิ่มเติม”อีก 400 แปลง เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ ที่เป็นสากล ที่สำคัญคือ เป็นไปตามแนวทางพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมุ่งหวังให้เกิดการรวมกลุ่มประชาชนเพื่อแก้ไขปัญหาหลักของชุมชนชนบท ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาแบบพึ่งพาตนเอง โดยเฉพาะการรวมตัวกันเป็นรูปของ“สหกรณ์” ดังนั้นในทุกพื้นที่ที่เสด็จพระราชดำเนิน ได้มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นมาไม่ว่าลักษณะใด จะทรงเน้นเสมอถึงความจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้เกิดการรวมตัวกัน ในรูปแบบต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ชุมชนเผชิญอยู่ร่วมกัน หรือเพื่อให้การทำมาหากินของชุมชนโดยส่วนรวมนั้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประหยัด พอเพียง จนเห็นได้ว่ากลุ่มสหกรณ์ในโครงการพระราชดำริ ประสบความสำเร็จหลายโครงการนั้น ก็ได้พัฒนาขึ้นมาจากการรวมตัวกันของราษฎรกลุ่มเล็กๆ“ทั้งสิ้น”
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สำหรับในเรื่องการใช้เทคโนโลยีทันสมัย ดิจิทัล ในตลาดออนไลน์ ไม่อยากให้คิดว่าเป็นการแย่งตลาด หรือเป็นการเกื้อกูลให้กับใคร หากแต่เป็นการเปิดช่องทาง สร้างเครือข่าย เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้ารายใหม่ๆ เช่น กลุ่มผู้บริโภคเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น ดังนั้นเกษตรกรควรปรับตัว ต้องเข้มแข็ง รวมกลุ่มกันได้เราก็จะสามารถกำหนดราคาเองได้ สำหรับเพื่อเป็นการก้าวสู่“ไทยแลนด์ 4.0”เราก็จำเป็นต้องสร้างระบบและนวัตกรรมของเราเองบ้าง ควบคู่ไปกับการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ยกตัวอย่างการรวมกลุ่มของเกษตรกรชาวอุตรดิตถ์ 24 ราย พื้นที่ 270 ไร่ มีผลผลิตรวมกว่า 150 ตันต่อปี ราคาขาย 50,000 บาทต่อตัน ภายใต้การสร้างแบรนด์“เพชร-คอ-รุม”ที่ดำเนินการ โดยน้อมนำ“ศาสตร์พระราชา”มาสู่การปฏิบัติ กว่า 14 ปี ใช้เวลายาวนานไหม เราต้องเร่งการพัฒนา ทั้งเรื่องของการรวมกลุ่มเป็น“ศูนย์ข้าวชุมชน”และการคิดครบวงจรอันได้แก่ การทำเกษตรอินทรีย์ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงและเป็นที่ต้องการของตลาด,การผลิตเมล็ดพันธุ์และการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ปลอดสารพิษ ใช้เองในกลุ่ม,การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับสมาชิก,การสร้างเครือข่าย การสร้างแบรนด์ และการตลาดเชิงรุก โดยส่งขายกลุ่มลูกค้าออนไลน์และกลุ่มที่นำไปขายต่อ สามารถขายส่งกิโลกรัมละ 50 บาท ขายปลีกกิโลกรัมละ 70 บาท เป็นต้น เช่น เกษตรอินทรีย์ในการปลูกพืชที่ต้องอาศัยน้ำ
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เราจำเป็นต้องเข้าใจข้อมูลพื้นฐาน ทั้งเรื่องน้ำ ระบบเก็บกักน้ำ ส่งน้ำ ทั้งในและนอกเขตชลประทาน ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ทำการเกษตรอยู่ในเขตชลประทาน ร้อยละ 20 หรือเพียง30 ล้านไร่ ในขณะที่พื้นที่เกษตรกรรม“ส่วนใหญ่”อยู่นอกเขตชลประทาน ถึงร้อยละ 80 หรือราว 120 ล้านไร่ รัฐบาลไม่สามารถหาน้ำให้ได้สมบูรณ์ทั้งหมด แต่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการน้ำให้เป็นระบบได้ ให้เพียงพอต่อความต้องการ ในการใช้สอยของประเทศได้ ทั้งน้ำกิน-น้ำใช้,น้ำป้อนภาคการผลิต น้ำให้ภาคเกษตรกรรมและภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์
