ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 23 พ.ย. 2559 00:20
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/790916

กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ชี้ “ทรัมป์” ประกาศถอนตัวจากทีพีพี ช่วยดันให้ อาร์เซพจบเร็วขึ้นแน่ ขณะที่เอกชน คาด ทีพีพีล้มจริง ไทยได้ประโยชน์มากกว่า
เมื่อวันที่ 22 พ.น.59 นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ รองอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงกรณีที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะถอนตัวออกจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ว่า จะมีผลดีกับไทยในแง่การลดแรงกดดัน ที่จะต้องตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมการเป็นสมาชิกทีพีพีหรือไม่ และจะทำให้ไทยมีเวลาปรับตัวมากขึ้น รวมทั้งลดความได้เปรียบของประเทศในอาเซียน ที่เป็นสมาชิกทีพีพีไปแล้ว ทั้งเวียดนาม มาเลเซีย
นอกจากนี้จะทำให้ประเทศต่างๆ หันกลับมาสนใจเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ในระดับภูมิภาค (อาร์เซพ) ที่อาเซียน อยู่ระหว่างการเจรจากับ 6 ประเทศคู่เจรจา คือ จีน อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ มากขึ้น ซึ่งหากไม่มีทีพีพีแล้ว น่าจะส่งผลให้มีการเร่งสรุปความตกลงอาร์เซพได้เร็วขึ้น โดยเฉพาะจีน
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าข้อตกลงทีพีพีจะเกิดขึ้นหรือไม่ ผู้ประกอบการไทยคงหนีไม่พ้นการปรับตัวเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อให้ทันกับแนวโน้มการค้าของโลก ที่มุ่งไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานในด้านต่างๆ ที่สูงขึ้น ส่วนการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มจะกลับมาปกป้องการค้าและ เน้นการเจรจาทวิภาคีมากขึ้น นั้น มองว่านายทรัมป์มาจากนักธุรกิจ น่าจะมีมุมมองในการเจรจาว่าหากอะไรที่สหรัฐฯได้ประโยชน์มากกว่า ก็จะเปิดเจรจา แต่หากสหรัฐเสียประโยชน์ก็จะยกเลิก เช่นที่เกิดกับกรณีของทีพีพี
ด้านนายนพพร เทพสิทธา ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) กล่าวว่า การที่สหรัฐฯมีท่าทีชัดจนที่จะยกเลิกข้อตกลงทีพีพี มีทั้งข้อดีข้อเสีย โดยข้อดีคือ หากยกเลิกจริง ถือว่าไทยได้ประโยชน์ เพราะการที่ไทยไม่ได้เข้าร่วมทีพีพี ทำให้ไทยเสียประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในอาเซียน ที่เป็นสมาชิกทีพีพีไปแล้ว อย่างไรก็ตาม น่าจะเห็นจีน จะพยายามเข้ามามีบทบาทมากขึ้นแทนที่สหรัฐฯ
ส่วนข้อเสียคือ อาจทำให้ผู้ประกอบการ เพิกเฉย หรือขาดแรงกระตุ้นในการปรับมาตรฐานด้านการผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐานที่สูงขึ้น ตามเงื่อนไขในทีพีพี และในระยะสั้น คิดว่า นายทรัมป์คงจะเลือกเจรจาแบบทวิภาคีมากขึ้นกับประเทศที่สหรัฐฯเสียดุลการค้าอย่างเข้มข้น ทั้งจีน และไทย เพื่อให้เกิดความสมดุลทางการค้ามากขึ้น
“อยากให้รัฐบาลมีท่าทีที่ชัดเจนจะเข้าร่วมทีพีพีหรือไม่ และเตรียมพร้อมรับกับการเจรจา หากทีพีพีไม่ล้ม ไม่ควรรอจนไม่มีจุดยืน เพราะจะทำให้เราช้า และเสียเปรียบ ตอนนี้เอกชนยังได้เปรียบเข้าตลาดสหรัฐฯได้ แต่หากไม่ปรับตัวในอนาคต 2-3 ปีข้างหน้าอาจเสียตลาดสหรัฐฯไป แต่ไทยยังมีเวลาเตรียมตัว และต้องแสดงความเป็นผู้นำในอาเซียน และเราควรต้องให้ความสำคัญกับทุกประเทศ อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศก็ควรทำเป็น Fair Trade Area ไม่ใช้ Free Trade Area อย่างเดียว เพราะทุกคนอยากปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง คณะกรรมการพัฒนาการค้าระหว่างประเทศ ก็ยังไม่นัดหารือกันเลย น่าห่วงมากยุทธศาสตร์การค้าของไทย ที่ยังไม่มีชัดเจนเลย เป็นห่วงเราจะตามเกมสหรัฐทันหรือไม่”