กรธ.-สนช.ประลองกำลัง ชิงเหลี่ยมกฎหมายลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

16 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:48 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/465530

กรธ.-สนช.ประลองกำลัง ชิงเหลี่ยมกฎหมายลูก

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

การเมืองในสภาเวลานี้ คงไม่มีศึกไหนจะดุเด็ดเผ็ดมันเท่ากับ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.) และ “คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ” (กรธ.) ถ้าเปรียบเป็นมวยก็ถือว่าเป็นมวยถูกคู่

ก่อนหน้านี้เพิ่งปะฉะดะกันมารอบหนึ่งจากกรณีคำถามพ่วงที่ผ่านการออกเสียงประชามติ เป็นที่ทราบกันดีว่าสนช.ในฐานะผู้เขียนคำถามพ่วงพยายามใช้กำลังภายในกดดัน กรธ.ให้เปิดทางให้ สว.ที่มาจากการสรรหาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีสิทธิเสนอชื่อบุคคลขึ้นมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแข่งกับ สส.

แต่สุดท้าย กรธ.ไม่แยแส เพราะไปปิดประตูตายไม่ให้ สว.มีสิทธิตามที่ สนช.เสนอ โดยอ้างว่าในเมื่อคำถามพ่วงไม่ได้มีถ้อยคำในลักษณะที่เปิดช่องให้ สว.ได้รับสิทธิที่ว่านั้นตั้งแต่แรกแล้ว กรธ.ก็ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญเกินกว่าที่ประชาชนให้ความเห็นชอบได้

เป็นอันว่าศึกนั้นจบไป แต่ศึกใหม่กำลังอุบัติขึ้น ซึ่งเป็นศึกที่ว่าด้วยการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 10 ฉบับ

การตราร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น ในร่างรัฐธรรมนูญที่รอให้มีผลบังคับใช้ได้กำหนดให้ทันที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กรธ.ต้องจัดทำให้และส่งให้ สนช.ภายใน 240 วัน ตามกรอบการทำงานที่กรธ.วางไว้ จะดำเนินการส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ พรรคการเมืองให้กับ สนช.ก่อน จากนั้น สนช.จะมีเวลาพิจารณาให้ความเห็นชอบไม่เกิน 60 วัน เรียกได้ว่าเป็นเวลาที่กระชั้นชิดพอสมควร

เหตุผลที่ กรธ.เตรียมส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญสองฉบับนี้ให้กับ สนช.ก่อน แทนที่จะส่งกฎหมายลูกเกี่ยวกับเลือกตั้งให้ สนช.ทีเดียวพร้อมกันรวม 4 ฉบับ เพราะ กรธ.ต้องการให้ กกต.ได้รู้กติกาใหม่เพื่อให้มีความพร้อมสำหรับการจัดตั้งการเลือกตั้ง ส่วนพรรคการเมืองในฐานะคนที่จะเข้าสู่เกมก็จะได้รู้ว่าพรรคการเมืองต้องแต่งตัวให้ถูกต้องตามกฎหมายอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาติดขัด

อย่างไรก็ตาม สนช.ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติที่ต้องให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญกำลังมีความสงสัยว่าแท้ที่จริงแล้วตัวเองมีอำนาจพิจารณาแก้ไขเนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญในระดับไหน

ดังจะเห็นได้จากท่าทีของสมาชิก สนช.ที่สอบถามตัวแทนจาก กรธ.กลางเวทีสัมมนา เรื่องการเตรียมความพร้อมในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 14 พ.ย. เพื่อขอให้ความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว แต่ตัวแทนของ กรธ.ขอยังไม่ให้คำตอบ เพราะต้องกลับไปสอบที่ประชุม กรธ.อีกครั้ง

ปัญหาของเรื่องนี้มาจากบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ที่บัญญัติว่า “เมื่อ สนช.พิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วให้ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง และคณะ กรธ.พิจารณา

ถ้าศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้องหรือคณะ กรธ.เห็นว่าร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ให้แจ้งให้ประธาน สนช.ทราบภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้รับร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนั้น

และให้ สนช.ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นคณะหนึ่งมีจำนวน 11 คน ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานองค์กรอิสระที่เกี่ยวข้อง และสมาชิก สนช. และ กรธ.ซึ่งคณะ กรธ.มอบหมาย ฝ่ายละ 5 คน เพื่อพิจารณาแล้วเสนอต่อ สนช.ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง เพื่อให้ความเห็นชอบ…”

คำว่า “ไม่ตรงกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ” ก่อให้เกิดเสียงวิจารณ์ว่า สนช.กำลังจะเป็นเพียงแค่ทางผ่านประหนึ่งตรายางปั๊มกฎหมายให้กับ กรธ.หรือไม่ เพราะการกำหนดในลักษณะดังกล่าวไม่ต่างอะไรกับการทำให้ สนช.ไม่สามารถใช้อำนาจนิติบัญญัติเพื่อแก้ไขเนื้อหาในกฎหมายได้อย่างมีนัยสำคัญ

อีกทั้งเมื่อร่างกฎหมายที่ผ่านกระบวนกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญตามมาตรา 267 แล้ว หาก สนช.จะใช้สิทธิไม่เห็นด้วย ก็ต้องใช้เสียงโหวตไม่เห็นชอบถึง 2 ใน 3 หรือ 166 เสียงจากสมาชิกสนช.ทั้งหมด 250 คน ซึ่งถือเป็นเสียงข้างมากชนิดพิเศษที่เกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติ

ไม่เพียงเท่านี้ สนช.พยายามประสานขอร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต.และพรรคการเมืองที่กรธ.กำลังดำเนินการอยู่มาศึกษาก่อน เพื่อจะได้เตรียมตัวกำหนดบุคคลที่เข้ามาทำหน้าที่ในขั้นตอนแก้ไขเนื้อหาใน สนช. แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจาก กรธ.เท่าไหร่นัก

เมื่อ กรธ.ค่อนข้างจะเพิกเฉยเสียงเรียกร้องของ สนช. ประกอบกับเงื่อนไขการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ จึงทำให้ สนช.มองว่าไม่ต่างอะไรกับการบีบให้ สนช.ต้องยกมือเห็นชอบกับร่างกฎหมายที่ กรธ.เสนอเข้ามา สนช.เท่านั้น โดยห้ามแก้ไขแม้แต่ตัวเดียว

ดูท่าแล้วสนามรบนี้ระหว่าง กรธ.กับ สนช.น่าจะยืดเยื้อไปอีกนาน เพราะต่างฝ่ายก็ต่างมีผู้ให้ความสนับสนุนที่มีทรงอิทธิพลพอกัน จึงอย่าได้แปลกใจว่าทำไมท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ถึงไม่มีใครยอมใคร

 

Leave a comment