ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 07:35 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/465288

โดย…ชัยรัตน์ พัชรไตรรัตน์
เมื่อวันที่ 14 พ.ย.ที่ผ่านมา คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้จัดเสวนาภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เรื่อง ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ : บนทางแพร่งนโยบายต่างประเทศและการเมืองภายในหลัง การเลือกตั้ง ณ อาคารเกษมอุทยานิน (ตึก 3)
ไชยวัฒน์ ค้ำชู คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ถือว่าช็อกแบบที่ไม่มีใครคาดคิดและไม่โทษที่ทำนายผิดพลาด ซึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ชนะแบบเฉียดฉิว โดยเฉพาะสามรัฐที่เป็นหัวใจของเดโมแครต คือ มิชิแกน เพนซิลเวเนีย และวิสคอนซิน นับว่าประสบความสำเร็จในการเจาะไข่แดงฮิลลารี คลินตัน
ทั้งนี้ ระบบการเลือกตั้งสหรัฐ อิเล็กทอรัล คอลเลจ ซึ่งทรัมป์ชนะสามรัฐบวกกับฐานเสียง ก็ไม่จำเป็นต้องนับรัฐที่เหลือ ทำให้ชนะเยอะและเป็นการถกเถียงครั้งสำคัญว่าควรจะมีการยกเลิกระบบนี้หรือไม่ ในอดีตทรัมป์เคยประณามระบบการเลือกตั้งนี้สร้างความหายนะต่อประเทศ สมัยบารัก โอบามา กับ มิตต์ รอมนีย์
อย่างไรก็ดี ระบบดังกล่าวส่วนตัวเห็นด้วย เพราะที่จริงแล้วระบบอิเล็กทอรัล คอลเลจ เพื่อป้องกันผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งได้นักการเมืองมาหาเสียงให้คนหลงเชื่อ และสาเหตุทรัมป์ชนะไม่ใช่คนส่วนใหญ่เลือกเพราะเป็นคนดี แต่เลือกอนาคตประเทศ เลือกคนเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาให้
อีกประการที่ทำให้ฮิลลารีแพ้ในสามรัฐ แม้คนวัยทำงานนิยมพรรคเดโมแครต แต่ก็ได้รับผลกระทบจากนโยบาย และทรัมป์แสดงให้เห็นตรงนั้นเนื่องจากมีประชาชนตกงาน
“สำหรับผลกระทบเอเชียเร็วไปที่จะสรุปเมื่อทรัมป์ได้รับตำแหน่ง หลังวันที่ 20 ม.ค.จะทำตามที่หาเสียงไว้หรือไม่ เพราะบนโลกความจริงโดยเฉพาะนโยบายต่างประเทศอาจไม่แตกต่างจากโรนัลด์ เรแกน ซึ่งทรัมป์ต้องฟังข้าราชการกลาโหมและต่างประเทศในฐานะเป็น มืออาชีพ”
ขณะที่ สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ถ้าดูการเลือกตั้งสหรัฐรอบนี้ต่างกันหมดทั้งในเรื่องเพศสภาพ ความคิด นิติพื้นฐาน โดยคนมองฮิลลารีเป็นตัวแทนจากปีกบรรดาชนชั้นนำ แต่ในบริบททรัมป์ความต่างชัดตรงเป็นนักชาตินิยม โดดเดี่ยวนิยม และเป็นประชานิยม
อย่างไรก็ตาม บริบททั้งสามเป็นประเด็นน่าสนใจมากและถ้าหากอยู่สังคมอเมริกันก็ไม่มีอะไรตื่นเต้น ฮิลลารีรับช่วงต่อจากโอบามา ทรัมป์นำเสนอหาเสียง คนเริ่มตกใจ วิธีหาเสียงนำเสนอแหวกจากประเพณีอเมริกัน สะท้อนบริบทสามอย่าง ความกลัวอนาคต เบื่อปัจจุบัน ถวิลหาโลกอดีต
“วันนี้คนชั้นล่างทำงานเยอะค่าตอบแทนน้อยหรืองานหายไปจากสหรัฐ บริบทส่วนนี้เป็นอะไรที่น่ากลัว ประเด็นเหล่านี้ถ้าจินตนาการเราเป็นคนอเมริกัน คนเริ่มเห็นถึงสาระการหาเสียงทรัมป์ ถือเป็นม้านอกสนาม หากสหรัฐถอยกลับมาเหมือนตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 กลับมาตั้งหลักเขตแดนตัวเอง เมื่อผสมผสานและคนนำเสนอสาระ โจทย์น่าสนใจ”
แม้สหรัฐเป็นประเทศมหาอำนาจใหญ่และมีผลต่อระเบียบโลกหรือไม่ ซึ่งมองว่ามีสามแกน คือ มั่นคง เศรษฐกิจ และข้อตกลงระหว่างกัน แต่ทรัมป์มีท่าทีประนีประนอมมากขึ้นหลังชนะเลือกตั้ง
ด้าน ปราณี ทิพย์รัตน์ อาจารย์ประจาภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า การเลือกตั้งประธานาธิบดีจะเป็นปกติมาก คือ ประการแรก การเลือกตั้งเป็นการเปลี่ยนผ่านทุกสี่ปี รวมถึงผู้นาทางนิติบัญญัติ สมาชิกวุฒิสภา ผู้ว่าการมลรัฐ เป็นกระบวนการปกติ
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านการปกครองใหม่ทุกสี่ปีแต่คาดหมายผลการเลือกตั้งผิดหักปากกาเซียนทั้งหมด ในการเลือกตั้งทุกครั้งที่ผ่านมา มีการทำโพลส่วนใหญ่ไม่ผิดไปหรือหักหน้าเซียน เพราะโพลมีหลักฐานวิชาการ ในทางรัฐศาสตร์ไม่มีทางที่ใครทำนายได้ 100%
สำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐทุกครั้งประเด็นไม่เคยเปลี่ยนแปลง ทุกครั้งการหาเสียง คือ ปากท้อง เศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่สหรัฐเท่านั้นแต่ทั่วโลก เรื่อง สีผิวก็ไม่เคยหายไป สุขภาพ และอื่นๆ แต่ประเด็นหลักนโยบายต่างประเทศสำคัญน้อยมากในการเลือกตั้ง แต่จะพูดถึงเหตุการณ์ 911 สงครามเวียดนาม หรือการป้องกันภัย
“มันสำคัญแต่ไม่ได้อยู่ในการหาเสียงเลือกตั้ง ไม่ควรฟุ้งซ่านมากว่าจะกระทบกับไทยมากแค่ไหน และหลายคนลืมไป ประธานาธิบดีสองสมัย ดังนั้น โอกาสคนในพรรคเดียวกันที่จะขึ้นมาอีกน้อยมาก ทุกคนลืม การเลือกตั้งครั้งนี้ การหาเสียง นโยบายน้อยมาก มีการโจมตีแต่คาแรกเตอร์ และจะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่กับการเลือกตั้งสหรัฐ”
อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนอะไรในสหรัฐ ไม่ใช่เฉพาะกระบวนการเลือกตั้ง ระบอบประชาธิปไตยอเมริกันสร้างช่องว่างให้ห่างขึ้นใน สหรัฐ โดยเฉพาะทางเศรษฐกิจ การเมือง แต่ถึงยังไงก็ไม่ทอดทิ้งส่งเสริมต่อประชาธิปไตย เราในฐานะประเทศกำลังพัฒนา และกำลังจะเปลี่ยนไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจับตา
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า สหรัฐแม้ไม่มีการรัฐประหารแต่มีความรุนแรงทางการเมืองตลอดเวลา และโอกาสจะเกิดแบบนั้นกับทรัมป์ก็มีความเป็นไปได้
ส่วนพฤติกรรมการตัดสินใจคนอเมริกันโดยเฉพาะครั้งนี้ เป็นคนนอกเมือง ยากจน ซึ่งโดยปกติคนขาวเลือกรีพับลิกัน ซึ่งเป็นคนที่เลือกในแง่ฐานะทางเศรษฐกิจต่ำกว่า 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ และคนเลือกเดโมแครต คือคนกลางๆ จบปริญญาตรี
“แต่ครั้งนี้เป็นการพังทลายกลุ่มพันธมิตรเดิมของโอบามาตั้งแต่ปี 2008 แต่ต้องเชื่อมโยงระบบเลือกตั้งสามรัฐ รวมถึงมลรัฐมิสเวส ซึ่งเป็นภูมิภาคขึ้นสนิมทางเศรษฐกิจ เคยรุ่งเรืองด้านอุตสาหกรรมรถยนต์ หรือเหล็ก คือพันธมิตรหลักของโอบามา แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ คนขาวทั้งหญิงชาย คนขาวนอกเมืองเลือกรีพับลิกัน แต่มาครั้งนี้เลือกเดโมแครต คนเหล่านี้ได้รับผล กระทบกระแสเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนาฟต้า เกิดจากบุช แต่ทรัมป์ทำให้คนเข้าใจว่ามาจากบิล คลินตัน”