ปิดฉากปรองดอง คสช.-เพื่อไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:44 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/463918

ปิดฉากปรองดอง คสช.-เพื่อไทย

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

มติที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) 221 ต่อ 1 คะแนน ไม่ออกเสียง 2 เสียง ถอดถอน นริศร ทองธิราช อดีต สส.สกลนคร พรรคเพื่อไทย จากกรณีเสียบบัตรลงคะแนนแทนกัน และมติ 206 ต่อ 15 เสียง บัตรเสีย 3 เสียง ถอดถอน อุดมเดช รัตนเสถียร อดีต สส.นนทบุรี พรรคเพื่อไทย สลับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอประธานรัฐสภาก่อนเข้าสู่การประชุมรัฐสภา

ส่งผลให้ นริศร และอุดมเดช ถูกตัดสิทธิในการดำรงตำแหน่งใดในทางการเมืองหรือในหน่วยงานของรัฐหรือการรับราชการเป็นเวลา 5 ปี และยังถือเป็นการปิดฉากการถอดถอนตามรัฐธรรมนูญ 2550 เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้อำนาจการถอดถอนไปอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครอง

อีกด้านหนึ่ง มติของ สนช.ที่ออกมาเช่นนี้ ยังเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และพรรคเพื่อไทย รวมทั้งเครือข่ายขั้วอำนาจเก่าที่ขาดสะบั้นจนยากจะปรองดอง

สอดรับกับอีกหลายเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ไล่มาตั้งแต่การลงมติของ สนช.ถอดถอนอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต่อเนื่องมาจนถึงการดำเนินคดีอาญาและไล่บี้เอาผิดทางแพ่ง ล่าสุดมีการลงนามในคำสั่งบังคับการปกครองเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย 3.5 หมื่นล้านบาท

จากที่ช่วงแรกเคยมีกระแสความพยายามต่อสายจับมือระหว่าง คสช.และขั้วอำนาจเก่า ประกอบกับที่ช่วงนั้นคดีความเกี่ยวกับโครงการรับจำนำข้าวแทบไม่เห็นความคืบหน้า

มิหนำซ้ำช่วงนั้นยังเคยปรากฏกระแสข่าวตระเตรียมวางตัวเตรียมปั้นนายกฯ จากขั้วอำนาจเก่ามาบริหารประเทศหลังการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2560 ก่อนจะค่อยๆ เงียบหายกลายเป็นกระแสผลักดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลับมาเป็นนายกฯ อีกรอบ

สัญญาณสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า สัมพันธ์ระหว่าง คสช.และเพื่อไทยขาดสะบั้น จนกลายเป็นเส้นขนานที่ยากจะบรรจบกันได้คือ การลงมติของ สนช.ครั้งนี้ โดยเฉพาะในกรณีของ อุดมเดช

ดังจะเห็นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการลงมติ ปรากฏความเคลื่อนไหวพยายามไล่ล็อบบี้ สนช.ไม่ให้ถอดถอน อุดมเดช จนเช็กเสียงเบื้องต้น ปรากฏคะแนนที่จะโหวตไม่ถอดถอน อุดมเดช จำนวนไม่น้อย

ยิ่งได้ “บิ๊กนักการเมืองหญิง” ที่สนิทสนมกับ อุดมเดช มาช่วยล็อบบี้ด้วยตัวเองด้วยแล้ว แถมนักการเมืองหญิงคนดังกล่าวยังมีคอนเนกชั่นอันดีกับบิ๊กใน คสช.ยิ่งทำให้เสียงไม่ถอดถอนกลับมาแรง

ถึงขั้นที่ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง อดีต สปช. ออกมาระบุว่า “ถ้าวันศุกร์นี้ สนช.ไม่ถอดถอนผู้กระทำผิดจะอธิบายสังคมอย่างไร รัฐบาลและ คสช.คงจะต้องรับผิดชอบไปด้วยหรือไม่ ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชัดขนาดนี้ ป.ป.ช.ชี้มูลเอกฉันท์ ถ้า สนช.ไม่ถอดถอน สงสัยจะต้องถอดถอนทั้งนริศร อุดมเดช และ สนช.ชุดนี้ไปพร้อมๆ กันหรือไม่”

สอดรับกับที่ คำนูณ สิทธิสมาน อดีต สปช. ระบุว่า “กรณีนี้ไม่ใช่คดีถอดถอนเดี่ยวๆ แต่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้แล้วว่า การกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยดังกล่าวของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุดและผูกพันทุกองค์กร”

รวมทั้งกระแสสังคมอีกด้านที่เริ่มออกมา “ดักคอ” กดดันการตัดสินใจของ สนช.ที่หากยังส่งสัญญาณอุ้ม อุดมเดช ย่อมมีแต่จะฉุดความเชื่อมั่นของ คสช.และสร้างปัญหาในอนาคต

โดยเฉพาะได้ฟังคำแถลงปิดคดีจากทั้ง สุภา ปิยะจิตติ ตัวแทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้แจงต่อ สนช. ชัดเจนว่า “ผู้ถูกกล่าวหา (อุดมเดช) มีการแก้ข้อกล่าวหาว่า การแก้ไขเนื้อหาในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญก่อนประธานรัฐสภาสั่งบรรจุระเบียบวาระสามารถทำได้เพราะมีธรรมเนียมปฏิบัตินั้น ป.ป.ช.มีความเห็นว่าเป็นการแก้ไขในทางที่ไม่ถูกต้อง 
เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ มีการกำหนดหมวดการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้ชัดเจน ดังนั้นการกล่าวอ้างว่าสามารถแก้ไขเนื้อหาในกฎหมายก่อนประธานรัฐสภาสั่งบรรจุได้จึงไม่สามารถทำได้ เช่นเดียวกับการอ้างธรรมเนียมปฏิบัติเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายย่อมไม่สามารถกระทำได้
เช่นกัน”

และฟังคำชี้แจงจาก อุดมเดช ที่ระบุว่า การดำเนินการแก้ไขเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญก่อนเข้าสู่การประชุมของรัฐสภาไม่ได้ดำเนินการโดยพลการ แต่ได้มอบให้เจ้าหน้าที่ของวิปรัฐบาลไปประสานกับเจ้าหน้าที่รัฐสภา ซึ่งทุกคนเห็นตรงกันว่า ไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญและข้อบังคับ

“ที่มีการกล่าวหาเป็นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญปลอม และสับเปลี่ยนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ คนทั่วไปอาจเข้าใจสับสนได้ ขอยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นการแก้ไขปรับปรุง หลังจากพบว่า
มีความบกพร่องไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของผู้ร่วมเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ”

สุดท้ายการตัดสินใจลงมติถอดถอน  อุดมเดช ของ สนช.รอบนี้ จึงเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อไทยและ คสช.

 

Leave a comment