ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
15 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:50 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/465306

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ปัญหาสินค้าราคาเกษตรตกต่ำกำลังวนกลับมาเป็นแรงกดดันที่เพิ่มแรงเสียดทานให้กับรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) นับตั้งแต่นี้เรื่อยไปจนถึงต้นปีหน้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สินค้าเกษตรจะทยอยออกมาสู่ตลาด ทั้งข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน รวมไปถึงยางพารา
นอกจากจะเป็นบททดสอบสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องเร่งคลี่คลายสถานการณ์ ป้องกันไม่ให้ความเดือดร้อนลุกลาม จนซ้ำเติมปัญหาอื่นๆ ที่รุมเร้าในเวลานี้แล้ว
นี่ยังถือเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่หากจัดการไม่ดีย่อมส่งผลเสียหายต่อเสถียรภาพของ พล.อ.ประยุทธ์ และ รัฐบาล คสช.อย่างรุนแรง ไม่ต่างจากรัฐบาลอื่นๆ ไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้งหรือมาจากรัฐประหาร
เพราะปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ กระทบไปถึงเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ ที่สำคัญยังส่งผลกระทบกับชาวไร่ ชาวนาทั่วประเทศหลายล้านคน ซึ่งเวลานี้เริ่มขยับออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือ พร้อมขู่ว่าหากแนวทางแก้ปัญหาไม่เป็นที่พอใจก็จะออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลต่อไป
แถมแรงกดดันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น เพราะรัฐบาล คสช.มีอำนาจเต็มในมือ ที่สามารถชี้ขาด ปลดล็อก ข้อติดขัดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกฎระเบียบต่างๆ หรือเร่งรัดกระบวนการให้รวดเร็วขึ้นได้
อีกทั้งรัฐบาลเห็นบทเรียนจากในอดีตที่ผ่านมาแล้วย่อมต้องหาทางแก้ปัญหาล่วงหน้า รวมทั้งไม่อาจอ้างว่าเพิ่งรับตำแหน่งเหมือนปีที่ผ่านมาไม่ได้
ยังไม่รวมกับประเด็นที่จะถูกหยิบยกไปเปรียบเทียบกับการทำงานของรัฐบาลก่อนหน้านี้ หากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ดีกว่ารัฐบาลที่ผ่านมาย่อมต้องเพิ่มแรงกดดันให้ตัวเอง
ประเด็นนี้ รัฐบาล คสช.รับรู้และเข้าใจสถานการณ์ตรงนี้ ทำให้รีบเร่งออกมาหาทางแก้ปัญหา แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายนักเพราะสินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่ออกตามฤดูกาล ด้วยกลไกตลาดเมื่อออกมาพร้อมๆ กันย่อมมีแต่จะทำให้ราคาตกต่ำเป็นปกติ ส่วนการเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาดก็ใช่ว่าจะเห็นผลได้ชัดเจน
รวมทั้งยังมีข้อจำกัดในการแทรกแซงกลไกตลาดซึ่งต้องใช้เม็ดเงินจำนวนมาก และทำได้เห็นผลเพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณารายละเอียดสินค้าเกษตรรายตัวจะเห็นว่า ราคามีแนวโน้มต่ำต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่ราคาข้าวที่ยังไม่มีแนวโน้มจะดีขึ้น
ขณะที่ มาตรการจำนำยุ้งฉาง ตันละ 8,730 บาท ร่วมกับมาตรการอื่น ซึ่งจะทำให้เกษตรกรได้รับเงินช่วยเหลือตันละ 11,525 บาท ดูจะยังไม่ตอบโจทย์และถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าช่วยแก้ปัญหาได้เพียงแค่บางส่วน
เมื่อหลายฝ่ายต้องเห็นว่า แนวทางการแก้ปัญหาที่ถูกจุดอยู่ที่การผลักดันให้เกษตรกรรวมกลุ่มจำหน่ายข้าวสารแทนข้าวเปลือก รวมทั้งขายตรงถึงมือลูกค้าผ่านช่องทางต่างๆ โดยรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน เวลานี้หลายฝ่ายออกมาขานรับแต่ยังไม่มีการผลักดันเดินหน้าไปสู่แนวทางการปฏิบัติ
ส่วนมาตรการอื่นๆ ทั้งการช่วยเหลือเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเกษตรแปลงใหญ่ที่มีศักยภาพ ที่เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปรับเงื่อนไขการปล่อยสินเชื่อเงินกู้ให้แก่เกษตรกรผ่านการขยายวงเงินสินเชื่อเงินสูงสุดเป็น 10 ล้านบาท ระยะเวลาผ่อนชำระคืน 5 ปี มีอัตราดอกเบี้ย 0.01% จากเดิม 5 ล้านบาท ระยะเวลาชำระคืน 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 0.01%
ส่วนข้าวโพดเวลานี้ราคาตกต่ำไม่แตกต่างจากข้าว ซึ่งทางองค์การคลังสินค้า (อคส.) ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้รับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 แสนตัน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยนำร่องจาก 4-5 จังหวัดภาคเหนือ อาทิ จ.เชียงใหม่ เชียงราย เพราะราคาข้าวโพดมีแนวโน้มตกต่ำต่อเนื่อง
ยิ่งในช่วงปีใหม่ที่ผลิตผลกว่า 60% จะทยอยออกสู่ตลาดปลายปีนี้ สอดรับกับที่กระทรวงพาณิชย์จะเรียกสมาคมและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องหารือแนวทางปฏิบัติในการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตามมติ ครม.ที่ให้ผู้นำเข้าและใช้ข้าวสาลีต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายในประเทศ ในสัดส่วน 1 ต่อ 3
ไม่ต่างจาก “ปาล์ม” และ “ยางพารา” ที่ถูกจัดให้เป็นสินค้าการเมือง เวลานี้ราคายังไม่ตกต่ำมาก แต่ในช่วงที่ผลผลิตเริ่มทยอยออกสู่ตลาดพร้อมๆ กันย่อมทำให้ราคามีแต่จะตกต่ำลง
ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่อาจเอาแน่เอานอนได้ รวมถึงความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจในหลายภูมิภาค ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อการค้าทั้งภายในประเทศและการส่งออกไปยังต่างประเทศ ที่ล้วนแต่มีผลซ้ำเติมให้ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
ความเดือดร้อนของเกษตรกรที่ไม่ได้รับการแก้ไข สุดท้ายอาจบีบให้เกษตรกรออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลและเพิ่มแรงเสียดทานให้รัฐบาล คสช.มากขึ้น
นับจากช่วงปลายปีนี้ไปจนถึงต้นปีหน้าจึงเป็นอีกช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่รัฐบาลต้องเผชิญปัญหาที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ