‘องค์กรอิสระ’ ถึงไม่เซตซีโร่ แต่สะท้านทั่ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:25 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/466527

‘องค์กรอิสระ’ ถึงไม่เซตซีโร่ แต่สะท้านทั่ว

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

ก่อนหน้านี้เพิ่งมีวาทกรรม “เซตซีโร่พรรคการเมือง” โจมตีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) แต่มาถึงเวลานี้ กรธ.กำลังเผชิญกับข้อกล่าวหา “เซตซีโร่องค์กรอิสระ” โดยมีสาเหตุมาจากมาตรา 273 ของร่างรัฐธรรมนูญ ที่ไปกำหนดให้การคงอยู่และพ้นไปขององค์กรอิสระที่เข้าสู่ตำแหน่งก่อนมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปกำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญด้วย จากเดิมที่รัฐธรรมนูญปี 2550 บัญญัติไว้ชัดเจนว่าให้ทำหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะพ้นจากตำแหน่ง

ไม่เพียงแต่ทำให้บรรดาคณะกรรมการองค์กรอิสระสั่นไหว มีเสียงออกมาท้วงติงอย่างกว้างขวาง ล่าสุด ในส่วนของฟากการเมืองอย่างสมาชิกพรรคเพื่อไทย ได้จังหวะออกมารุกไล่เช่นเดียวกัน ด้วยการเสนอว่า ควรเซตซีโร่องค์กรอิสระทั้งหมดเลย

“อย่าง กกต.เวลาอยากรีเซตพรรคการเมืองก็พูดง่าย แต่เมื่อถึงเวลาตัวเองจะโดนก็จะได้เข้าใจหัวอกคนที่ถูกรีเซตได้ดีขึ้นบ้าง ความจริงแล้วอย่ายึดติดกับตำแหน่งอำนาจ และอย่ายึดแต่ว่าตัวเองมีอำนาจจะไปกำหนดใครโดยเข้าใจหรือไม่เข้าใจความเป็นจริง ถ้าหากจะมีความเสียหายจากการจัดกระบวนการก็ควรวางระบบให้มีความต่อเนื่อง” คำกล่าวของ ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้จังหวะยุ กรธ.ให้เซตซีโร่บรรดาองค์กรอิสระบ้าง

อย่างไรก็ดี การที่กำหนดในลักษณะดังกล่าว กรธ.อธิบายว่าในทางปฏิบัติจะมีคณะกรรมการสรรหาเพื่อทำหน้าที่ชี้ว่ากรรมการองค์กรอิสระหรือตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใดต้องพ้นจากหน้าที่เพราะมีคุณสมบัติไม่ตรงกับร่างรัฐธรรมนูญ

เมื่อ กรธ.ส่งสัญญาณมาเช่นนี้ ทำให้มีกรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวนไม่น้อยที่เข้าข่ายอาจต้องพ้นจากตำแหน่ง หากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับองค์กรอิสระแต่ละองค์กรมีผลบังคับใช้

เริ่มกันที่ “คณะกรรมการการเลือกตั้ง” (กกต.) มีคนที่ถูกแขวนบนเส้นด้ายอยู่ 2 คน ได้แก่ “สมชัย ศรีสุทธิยากร” และ “ประวิช รัตนเพียร” ส่วน กกต.คนอื่นที่มาจากสายตุลาการไม่น่าจะมีปัญหา

สำหรับทั้ง “สมชัย-ประวิช” มีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติแตกต่าง กล่าวคือ กรณีของประวิชติดตรงที่เคยดำรงตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการแผ่นดินมาก่อน ซึ่งเป็นคุณสมบัติต้องห้ามตามมาตรา 216 ที่ระบุว่า “ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด”

ส่วน “สมชัย” นั้นในภาพรวมไม่ได้มีปัญหามาก เพราะไม่เคยผ่านการเป็นกรรมการองค์กรอิสระหรือมีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งทางการเมืองใดๆ มาก่อน แต่อาจมีปัญหาในเรื่องคุณสมบัติตามมาตรา 222 ที่วางกรอบให้ กกต.ไม่ได้มาจากสายตุลาการหรืออัยการ จะต้องเป็นผู้ทำงานในภาคประชาสังคมมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี ทำให้เป็นภาระของสมชัยในอนาคตว่าจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้คณะกรรมการสรรหาเชื่อว่าตัวเองมีประสบการณ์ที่ว่านั้นเกิน 20 ปี

“คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ” (ป.ป.ช.) เป็นอีกองค์กรที่อาจจะมีปัญหาไม่ต่างกัน เฉพาะอย่างยิ่งกับ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ” ประธาน ป.ป.ช. โดยก่อนมานั่งทำงานที่สนามบินน้ำ เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมืองของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นตำแหน่งข้าราชการการเมืองตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการการเมือง พ.ศ. 2535 และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตำแหน่ง สนช. รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 กำหนดให้มีสถานะเท่ากับ สส.และ สว.

ดังนั้น ในกรณีของ พล.ต.อ.วัชรพล จึงติดล็อกถึง 2 ชั้น ทั้งในฐานะเคยเป็นข้าราชการการเมืองและสมาชิก สนช. ที่เข้าข่ายขัดต่อมาตรา 216 และมาตรา 202 โดยทั้งสองมาตราบัญญัติว่า “ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็น สส. สว. ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะ 10 ปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกสรรหา”

ไม่ต่างกับกรณีของ “อาคม วิทยาพิทักษ์” กรรมการ ป.ป.ช.อีกรายที่อาจต้องอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน เพราะแม้ในอดีตจะเคยดำรงตำแหน่งเป็นถึงรองเลขาธิการ ป.ป.ช.มาหลายปี แต่เมื่อเคยเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน อาจส่งให้มีลักษณะต้องห้ามตามที่ร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 216 กำหนดไว้

ขณะที่ ศาลรัฐธรรมนูญ มาตรา 200 บัญญัติให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิด้านรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ต้องดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี จนถึงวันที่ได้รับการคัดเลือกหรือวันสมัครเข้ารับการสรรหา

ปัญหาคือ “ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ”ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ มีผลตั้งแต่ปี 2554 และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2556 เช่นเดียวกับ “นครินทร์ เมฆไตรรัตน์” ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ มีผลตั้งแต่ปี 2554 และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2558

เมื่อนำคุณสมบัติของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาเทียบกับระยะเวลาการครองตำแหน่งของทั้ง “นครินทร์-ทวีเกียรติ” แล้ว อาจทำให้นักวิชาการทั้งสองคน
ขาดคุณสมบัติ เพราะครองตำแหน่งศาสตราจารย์ไม่ถึง 5 ปีจนถึงวันที่รับตำแหน่ง

คงต้องรอดูว่าหากคณะกรรมการสรรหาในอนาคตกำหนดให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่อยู่ในตำแหน่งมาก่อนสามารถนับเวลาการครองตำแหน่งศาสตราจารย์ต่อได้ ก็น่าจะทำให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้งสองคนนี้ได้ทำงานต่อไป แต่หากคณะกรรมการสรรหาไม่เห็นเป็นเช่นนั้น ก็ต้องไปวัดดวงกันในอนาคต

 

Leave a comment