เปิดคุณสมบัติองค์กรอิสระ ออกแบบเพื่อปรมาจารย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

18 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:07 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/465960

เปิดคุณสมบัติองค์กรอิสระ ออกแบบเพื่อปรมาจารย์

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองทันทีหลังจากกลิ่นควันเซตซีโร่องค์กรอิสระเริ่มคละคลุ้งมากขึ้นไปทุกที ปัญหาของเรื่องนี้มาจากบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 273

“ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องที่จัดทำขึ้นตามมาตรา 267 ใช้บังคับแล้ว การดำรงตำแหน่งต่อไปเพียงใดให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว”

การมีบทบัญญัติลักษณะนี้มีผลให้ใครที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน สะท้านกันไปทั่ว เพราะถ้ากลับไปดูรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 จะพบว่ายังให้โอกาสกรรมการองค์กรอิสระ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่เข้ามารับตำแหน่งก่อนมีรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 สามารถทำหน้าที่ได้ต่อไปจนกว่าจะหมดวาระ

สาเหตุที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำหนดมาตรา 273 ไว้ในลักษณะนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้กรรมการองค์กรอิสระที่ไม่ว่าจะอยู่ก่อนหรือเข้ามาใหม่ ต้องมีคุณสมบัติตามร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ออกแบบคุณสมบัติขององค์กรอิสระไว้เข้มข้น

ทั้งนี้ คุณสมบัติของกรรมการองค์กรอิสระ กรธ. เขียนไว้ 2 ส่วน ได้แก่ 1.บททั่วไป 2.บทเฉพาะที่ใช้แต่ละองค์กร

บททั่วไป ในมาตรา 215 บัญญัติเป็นหลักการว่า “องค์กรอิสระเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นให้มีความอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจขององค์กรอิสระต้องเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ” หลักการสำคัญที่กรรมการองค์กรอิสระต้องมีตามมาตรา”

ส่วนคุณสมบัติทั่วไปของกรรมการองค์กรอิสระนั้น มาตรา 216 กำหนดคนที่จะมาเป็นกรรมการในองค์กรอิสระว่าต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามหลายประการ ดังนี้ 1.เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด 2.เป็นหรือเคยเป็น สส. สว. ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะ 10 ปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา 3.เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะ 10 ปี ก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา 4.เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ

5.เป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการ ส่วนท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาของหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ 6.เป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วนบริษัท หรือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด 7.เป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ 8.มีพฤติการณ์อันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

ขณะที่ บทบัญญัติเฉพาะของแต่ละองค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ คือ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ ศาลรัฐธรรมนูญ

กกต.บัญญัติอยู่ในมาตรา 222 ซึ่งระบุว่า ให้มีจำนวน 7 คน แบ่งเป็น1.ผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาการต่างๆ ที่จะยังประโยชน์แก่การบริหาร และจัดการการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งได้รับการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหา จำนวน 5 คน และ 2.ผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาจำนวน 2 คน

ส่วนคุณสมบัติของ ป.ป.ช. ต้องมีคุณสมบัติตรงกับข้อใดข้อหนึ่งตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 232 ที่มี 6 ข้อได้แก่ 1.เคยรับราชการไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารกลาง หรืออธิบดีอัยการมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 2.รับราชการไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี 3.เคยเป็นผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี

4.เคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และยังมีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ 5.เคยเป็นผู้ประกอบวิชาชีพที่มีกฎหมายรับรองการประกอบวิชาชีพ โดยประกอบวิชาชีพอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 20 ปี 6.เป็นผู้มีความรู้ความชำนาญและประสบการณ์ทางด้านการบริหาร การเงินการคลัง การบัญชี หรือการบริหารกิจการวิสาหกิจในระดับไม่ต่ำกว่าผู้บริหารระดับสูงของบริษัทมหาชนจำกัดมาแล้วไม่น้อยกว่า 10 ปี

ขณะที่ ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นอีกองค์กรหนึ่งที่ถูกกำหนดคุณสมบัติไว้สูงเช่นกัน กล่าวคือ มาตรา 200 กำหนดให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน 9 คน โดยจำแนกได้ดังนี้

1.ผู้พิพากษาในศาลฎีกาซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกาไม่น้อยกว่า 3 ปี จำนวน 3 คน 2.ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดซึ่งดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าตุลาการศาลปกครองสูงสุดมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 2 คน 3.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์ซึ่งดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 1 คน

4.ผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 1 คน และ 5.ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งได้รับการสรรหาจากผู้รับหรือเคยรับราชการในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่า หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่ารองอัยการสูงสุดมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 2 คน

ทั้งหมดนี้คงต้องรอดูว่าที่สุดแล้ว กรธ.จะตัดสินใจอย่างไร เพราะอำนาจชี้เป็นชี้ตายที่ว่านั้นอยู่ในมือของ กรธ.

 

Leave a comment