ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
22 พฤศจิกายน 2559 เวลา 08:08 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/466524

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ณ นาทีนี้ การเมืองต้องจับตาไปที่ องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เพราะจะมีคดีความให้ตัดสินชี้ขาด แต่เป็นกรณีที่ชะตากรรมขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ กำลังถูกแขวนไว้ที่ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าจะได้ทำงานต่อจนครบวาระหรือต้องพ้นจากตำแหน่งไปอย่างจำเป็น
เรื่องของเรื่องมาจากการที่ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 273 บัญญัติว่า “ให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ยังคงอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป และเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องที่จัดทำขึ้นตามมาตรา 267 ใช้บังคับแล้ว การดำรงตำแหน่งต่อไปเพียงใดให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว”
การบัญญัติเช่นนี้ทำให้กรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่เข้ารับตำแหน่งก่อนร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อยู่ในภาวะอกสั่นขวัญแขวนกันถ้วนหน้า
ทั้งนี้ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ยืนยันชัดเจนว่ากรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นไปตามคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่กำหนด
พลิกไปดูคุณสมบัติของกรรมการองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า กรธ.วางมาตรฐานไว้ค่อนข้างสูง
ไล่ตั้งแต่คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามทั่วไปตามมาตรา 216 กำหนดว่า 1.ต้องไม่เป็นหรือเคยเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระใด 2.เป็นหรือเคยเป็น สส. สว. ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะ 10 ปีก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา 3.เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นของพรรคการเมืองในระยะ 10 ปี ก่อนเข้ารับการคัดเลือกหรือสรรหา 4.เป็นข้าราชการซึ่งมีตำแหน่งหรือเงินเดือนประจำ
ขณะที่คุณสมบัติเฉพาะของแต่ละองค์กรก็มีมาตรฐานเหนือหิ้งเช่นกัน โดยเฉพาะ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ
กกต.ต้องเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านกฎหมาย มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และเคยดำรงตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา หรือตำแหน่งไม่ต่ำกว่าอธิบดีอัยการมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี
ป.ป.ช.พบว่า ต้องมีคุณสมบัติสำคัญ คือ เคยรับราชการไม่ต่ำกว่าอธิบดีผู้พิพากษา อธิบดีศาลปกครองชั้นต้น ตุลาการพระธรรมนูญหัวหน้าศาลทหารกลาง หรืออธิบดีอัยการมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี หรือรับราชการไม่ต่ำกว่าอธิบดีหรือหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่ามาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
ศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 9 คน แต่ส่วนหนึ่งจะมาจากผู้ทรงคุณวุฒิสาขานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี รวมกันจำนวน 2 คน
การกำหนดคุณสมบัติลักษณะมีผลให้กรรมการในองค์กรอิสระและตุลาการศาลรัฐธรรมนูญบางคนอาจจะไม่ได้ทำงานต่อ หลังจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความโคลงเคลงขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญกลายเป็นโอกาสสำคัญของพรรคเพื่อไทยในการออกมาแสดงความคิดเห็นในเชิงสนับสนุนให้มีการเซตซีโร่องค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ
ภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุว่า “หลักการที่ดีควรเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด วางหลักการให้ชัดเจน มีกระบวนการที่เหมาะสมให้ทุกอย่างดำเนินการไปได้ และต้องมีเหตุผลที่จะดำเนินการ”
“อย่าง กกต. เวลาอยากรีเซตพรรคการเมืองก็พูดง่าย แต่เมื่อถึงเวลาตัวเองจะโดนก็จะได้เข้าใจหัวอกคนที่ถูกรีเซตได้ดีขึ้นบ้าง ความจริงแล้วอย่ายึดติดกับตำแหน่ง อำนาจ และอย่ายึดแต่ว่าตัวเองมีอำนาจจะไปกำหนดใครโดยเข้าใจหรือไม่เข้าใจความเป็นจริง ถ้าหากจะมีความเสียหายจากการจัดกระบวนการก็ควรวางระบบให้มีความต่อเนื่อง” ภูมิธรรม ระบุ
จริงๆ แล้วพรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณกดดันให้เซตซีโร่องค์กรอิสระมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นยังไม่ได้เกิดวิพากษ์วิจารณ์หนักหน่วงเหมือนในปัจจุบันทำให้การออกมากดดันยังไม่มีพลังเท่าไหร่
แต่มาเวลานี้ จังหวะและโอกาสกำลังอยู่ในช่วงที่เหมาะสม เพราะองค์กรอิสระกำลังเจอเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังจากไม่เดินหน้าตรวจสอบรัฐบาลชุดปัจจุบันด้วยความเข้มงวดเมื่อเทียบกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง หรือแม้จะเข้าไปตรวจสอบแต่ก็มีการยกฟ้องด้วยเหตุผลที่ยังคงสร้างคำถามอยู่พอสมควร
จึงอย่าได้แปลกใจที่ในระยะนี้พรรคเพื่อไทยจะออกตัวเดินหน้ากดดันองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญบ้าง อย่างน้อยเพื่อให้แผลฉกรรจ์ของนายหญิงแห่งพรรคเพื่อไทยทุเลาลงบ้างก่อนที่จะสาหัสมากไปกว่านี้