ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
03 พฤศจิกายน 2559 เวลา 09:09 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/politic/463345

โดย…ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (United Nations General Assembly – UNGA) จัดประชุมวาระพิเศษเพื่อแสดงความอาลัยและสดุดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 28 ต.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดไม่บ่อยนักกับการเปิดให้ประธานกลุ่มภูมิภาคต่างๆ รวมถึงเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวคำถวายสดุดีเพื่อแสดงความอาลัย
ซาแมนทา พาวเวอร์ เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรสหรัฐประจำสหประชาชาติ กล่าวว่า ในสายพระเนตรของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้ การกระทำสิ่งอันเป็นประโยชน์ คือการแสวงหาหนทางแก้ปัญหาต่างๆ ที่กระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเปราะบางและด้อยโอกาส หนทางเดียวที่จะทรงรู้ได้ว่าสิ่งใดมีประโยชน์ จะเข้าใจได้ถึงปัญหาที่ประชาชนประสบอยู่ คือการเสด็จพระราชดำเนินไปยังสถานที่นั้น
ทรงเป็นกษัตริย์ที่มีแนวพระราชดำริที่สร้างสรรค์และทรงพระปรีชาสามารถ ทรงจดทะเบียนสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของพระองค์ 40 ฉบับ ส่วนใหญ่มาจากการคิดค้นและทรงทำขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้ราษฎรทั้งสิ้น พระราชดำริของพระองค์ผนวกการอนุรักษ์กับการพัฒนามนุษย์ไว้ด้วยกัน ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมคือความเข้มแข็งของชุมชนในระยะยาวนั้น เป็นแนวทางที่ในหลวงทรงล้ำหน้ามาหลายทศวรรษ
เมื่อครั้งกลับมาเยือนสหรัฐอเมริกาอีกครั้งในเดือน มิ.ย. 2503 ตามคำเชิญของประธานาธิบดี ดไวท์ ไอเซนฮาวร์ พระองค์ได้ตรัสสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมรัฐสภาสหรัฐ ขณะพระชนมายุเพียง 32 พรรษา ว่า คุณค่าสูงสุดสำหรับคนไทยคือครอบครัว คนในครอบครัวจะช่วยเหลือกันในยามยาก การให้คือคุณค่าในตัวเอง ผู้ให้ไม่คาดหวังจะได้ยินคาสรรเสริญเยินยอหรือผลตอบแทนใดๆ
พระราชดำรัสของพระองค์สะท้อนวิถีการแสวงหาหนทางที่เป็นประโยชน์กับพสกนิกร ชีวิตแห่งการให้ และการบำเพ็ญประโยชน์ในทุกๆ วัน มิใช่เพื่อการแซ่ซ้อง และไม่หวังสิ่งใดตอบแทน แต่เป็นการทำเพื่อครอบครัว พระองค์ถือว่าทุกคนในประเทศเป็นครอบครัวของพระองค์ คนไทยโชคดีเหลือเกินที่มีในหลวงเป็นสมาชิกในครอบครัว และคนทั่วโลกโชคดีที่ได้เรียนรู้แนวทางการดำเนินชีวิตจากพระองค์
เมื่อทั่วโลกพร้อมใจกันถวายสดุดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยิ่งทำให้การแซ่ซ้องสรรเสริญพระบารมีแผ่ขจรขจายเป็นที่รับรู้ในวงกว้าง
ที่สำคัญนี่ย่อมทำให้กระบวนการเคลื่อนไหวหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามกฎหมายประมวลอาญามาตรา 112 เคลื่อนไหวได้ยากขึ้น จากก่อนหน้านี้หลายรายที่เคยถูกออกหมายเรียกหมายจับมีอันต้องหลบหนีคดีไปอยู่ต่างประเทศ แต่ก็ยังใช้พื้นที่ต่างแดนเคลื่อนไหวหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างต่อเนื่อง เมื่อกฎหมายของไทยไม่อำนวยให้ติดตามตัวบุคคลเหล่านี้กลับมาดำเนินคดีได้ง่ายนัก
สอดรับกับความเคลื่อนไหวของภาครัฐเวลานี้ ที่เปิดเกมรุกสกัดการเคลื่อนไหวหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาคดีความมั่นคงในราชอาณาจักร หรือคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ลงนามไปถึงเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย 7 ประเทศ ที่มีผู้กระทำผิดมาตรา 112 จำนวน 19 ราย พักอาศัย
หลังจากที่ก่อนหน้านี้ การติดตามเอาผิดบุคคลเหล่านี้ดูจะไม่ได้รับการตอบสนอง ถึงขั้นทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ใช้พื้นที่ต่างประเทศเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง เมื่อบางประเทศยังไม่เข้าใจกฎหมายของไทย โดยเฉพาะเรื่องการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
แต่หลังจากรุกเคลื่อนไหวหนักในช่วงนี้ พล.อ.ไพบูลย์ ชี้แจงว่า ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากหลายประเทศ ที่มีการโทรศัพท์ตอบกลับมา มีการตื่นตัวและให้ความร่วมมือ
สอดรับกับข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ที่เปิดเผยว่า ข้อมูลก่อนวันที่ 13 ต.ค. มีคดีกระทำผิด 112 จำนวน 167 คดี หลังจากนั้นมีตามมาอีกจำนวน 25 คดี ซึ่งได้ตัวมาดำเนินคดีแล้ว 10 ราย อีก 15 ราย กำลังดำเนินการเร่งติดตามตัว
ส่วนในโซเชียลมีเดียพบเว็บเพจที่มีลักษณะเข้าข่ายบิดเบือน 800 เพจ ที่อยู่ระหว่างการสืบสวน รวบรวมพยานหลักฐานไว้ใช้ในการดำเนินคดีตามกฎหมาย ทั้งไม่ว่าการกระทำผิดนั้นจะเกิดขึ้นในหรือนอกประเทศ
อีกด้าน ทางกองทัพบกยังเปิดป้ายศูนย์ไซเบอร์กองทัพบก ที่จะเป็นอีกกลไกสร้างความเข้าใจให้ประชาชน จากที่ปัจจุบันพบการแชร์และส่งต่อข้อมูลบางครั้งอาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง และจะไปสร้างความเสียหายให้กับบุคคลและประเทศชาติ และกระทบความมั่นคง
ปัจจัยเหล่านี้ล้วนแต่ทำให้กระบวนการสกัดการเคลื่อนไหวที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพมีพลังมากขึ้น และนั่นทำให้กลุ่มเคลื่อนไหวที่ขัดมาตรา 112 ขยับได้ยากขึ้น