“มีชัย” ประเมินปฏิรูปสื่อฯ ยาก เหตุมีเอี่ยวธุรกิจ-การเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/politic/250048

ปธ.กรธ., สมดุล, คนข่าว, อาวุโส, มาตรการ, องค์กร, คุม, กำกับ, กฎหมาย, ข่าวการเมือง, คมชัดลึก, มีชัย, ประเมิน, ปฏิรูป, สื่อ, ยาก, เหตุ, เอี่ยว, ธุรกิจ, การเมือง, ประเมินปฏิรูปสื่อฯ, ปธกรธ, การปฏิรูปสื่อกับเจตนารมณ์ของรัฐ

การเมือง >ข่าวการเมือง  : 24 พ.ย. 2559

“มีชัย” ประเมินปฏิรูปสื่อฯ ยาก เหตุมีเอี่ยวธุรกิจ-การเมือง

“ปธ.กรธ.” ชี้ทางออกปฏิรูปสื่อฯ ให้ออกจากธุรกิจ-การเมือง ต้องวางสมดุลให้ดี เพื่อไม่กระทบต่อหน้าที่ แนะคนข่าวอาวุโส คุยกันเพื่อหามาตรการคุมกันเองที่เหมาะสม

 

24 พ.ย. 59 – นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวบรรยายพิเศษ เรื่อง “การปฏิรูปสื่อกับเจตนารมณ์ของรัฐ” ในงานสัมมนายุทธศาสตร์เพื่ออนาคตวารสารศาสตร์ ครั้งที่ 12 ประจำปี 2559 จัดโดยสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สถาบันอิศราฯ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ว่า  ประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปสื่อมวลชน นั้นตนมองว่าทำได้ยาก เพราะสื่อฯ ปัจจุบันมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และการเมือง กล่าวคือ การประกอบธุรกิจสื่อฯ ต้องคำนึงถึงรายได้จากค่าโฆษณา และสิ่งที่รัฐจะเอื้อประโยชน์ให้ ดังนั้นการทำหน้าที่ของสื่อฯ ที่เป็นกลางและวิจารณ์ได้ทุกฝ่ายจึงหายไป หากสังเกตสถานการณ์สื่อฯ ในปัจจุบันพบว่ามีการแบ่งเป็น 2 ข้าง ขึ้นอยู่กับความใจอ่อนของสื่อฯ หากใจอ่อนเพราะมีความเห็นที่สอดคล้องนั้นพอยอมรับได้ แต่หากใจอ่อนเพราะเห็นแก่ค่าโฆษณา หรือ สินจ้างนั้นเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงว่าสังคมจะพึ่งพาสื่อได้อย่าง ทั้งนี้ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นทั่วโลก และเป็นวิวัฒนาการที่เกิดขึ้นด้วยลักษณะที่คล้ายกัน

“ทั้งธุรกิจ และการเมืองนั้น จะขจัดไม่ให้ยุ่งกับสื่อนั้นยาก เพราะกิจการทำสื่อไม่ได้ลงทุนด้วยเพียงเงิน 20-30 ล้านบาทเหมือนอดีต ดังนั้น ธุรกิจเป็นส่วนสำคัญที่หลีกไม่ได้ แต่ทำอย่างไรจึงจะทำให้ พอประคองไปได้โดยไม่ถึงกับทำลายซึ่งกันและกัน ขณะที่การเมืองหลีกเลี่ยงจากสื่อไม่ได้เพราะต้องพึ่งพาซึ่งกันและกัน เพราะฝ่ายการเมืองต้องการพื้นที่เพื่อเสนอข่าว ขณะที่สื่อต้องการแหล่งข่าวทางการเมืองเพื่อได้ข้อมูล มารายงานข่าวเชิงลึก แต่จะทำอย่างไรเพื่อรักษาดุลระหว่างกันให้รู้จักหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ขอบเขตที่จำกัดของแต่ละข้าง โดยแต่ละข้างต้องไม่ใช้ประโยชน์จนทำลายหน้าที่และภารกิจของอีกฝ่าย” นายมีชัย กล่าว

          นายมีชัย กล่าวด้วยว่า การปฏิรูปสื่อมวลชนจะทำได้ ตนมองว่าทุกฝ่ายต้องให้ความร่วมมือกัน พิจารณาถึงสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ทั้งกรณีหน้าที่ของสื่อที่ควรมีต่อสังคม โดยพัฒนาผ่านทางมหาวิทยาลัยที่เป็นผู้ผลิตนักข่าวที่เข้มข้น ต้องผลิตให้เข้มข้นอย่างเพียงพอเพื่อออกไปโต้แย้งนักข่าวรุ่นเก่าที่สั่งให้ทำในสิ่งที่ผิด ขณะเดียวกันสื่ออาวุโสต้องเริ่มคุยกันเพื่อหาจุดพอดี ที่จะรักษาศักดิ์ศรีความน่าเช่ือถือและรักษาจริยธรรมของตนเองเอาไว้ กฎหมายออกไม่ยาก แต่เมื่อออกมาใช้แล้วจะลำบาก ขณะนี้ที่เป็นโรคระบาดที่อันตราย คือ การออกกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพ ทุกคนอยากสร้างอาณาจักรของตนเอง

“ที่ผ่านมาเคยมีความพยายามออกกฎหมายเพื่อควบคุมสื่อมวลชน แต่ถูกโต้แย้งและวิจารณ์ว่าเข้มเกินไป ขณะที่ความตั้งใจเพื่อควบคุมกันเองโดยองค์กรวิชาชีพนั้นถูกโต้แย้งจากการตรวจสอบอย่างมากทั้งอำนาจและการกำกับกันเอง ดังนั้นกรณีของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนต้องระวัง ไม่ให้คนที่ก้าวสู่วงการสื่อมวลชนภายหลังถูกสะกัด หรือตรวจสอบในเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องของจริยธรรม ดังนั้นต้องคิดอย่างระวังด้วยว่า เราจะออกกฎหมาย หรือจะทำความตกลงในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ผมเข้าใจดีว่ามีปัญหาและข้อขัดข้องของสภาวิชาชีพสื่อฯ อยู่ที่เจ้าของสื่อฯ ที่ต้องช่วยพูดเพื่อไม่ให้คำนึงถึงธุรกิจมากจนเกินไป” นายมีชัย กล่าว

ประธาน กรธ. กล่าวด้วยว่า ในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามตินั้นไม่มีเจตนาใดของรัฐที่จะไปกำกับสื่อมวลชน รวมถึงส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสื่อ ดังนั้นจึงเขียนเนื้อหาให้สื่อมวลชนมีสิทธิ เสรีภาพในการทำหน้าที่ ขณะที่เจ้าของธุรกิจสื่อมวลชนได้กำหนดหน้าที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ที่ขัดกันในการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนข้อกำหนดในร่างรัฐธรรมนูญให้หน่วยงานรัฐเผยแพร่รายจ่ายค่าโฆษณาในสื่อมวลชนนั้น เพื่อแก้ปัญหากรณีที่ในอดีตมีรัฐบาลทุ่มเงินค่าโฆษณาให้สื่อมวลชนที่สนับสนุนรัฐบาล ทั้งนี้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ห้ามให้หน่วยงานรัฐซื้อโฆษณาในสื่อมวลชน แต่ต้องถูกตรวจสอบได้ อย่างไรก็ตาม ในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 35 มีบทกำหนดที่สื่อฯ ต้องวางกรอบจริยธรรมด้วยตนเอง โดยรัฐไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว

“ฐานะประชาชนผมอยากให้สื่อทำหน้าที่สมภาคภูมิของความเป็นสื่อ อย่าโน้มเอียงหนักไปทางธุรกิจหรือการเมืองจนลืมการทำหน้าที่ของตนเอง แน่นอนคนทุกคนมีทัศนคติทางการเมืองที่แตกต่างกันเมื่อเวลาพ้นหน้าที่ก็เถียงกันได้ แต่ในหน้าที่ความเป็นกลางของการให้ข้อมูลที่ครบถ้วนต่อประชาชนยังเป็นหน้าที่หลักควรต้องทำ ขณะที่ประชาชนเองมีหน้าที่ดูแลสื่อกรณีที่ไม่ทำหน้าที่ คือใช้สิทธิทางกฎหมายฟ้องร้องหากถูกสื่อละเมิด , เลือกเสพสื่อที่ตนเองเชื่อมั่นว่ายังเหลือความเป็นสื่อ และประชาชนทำสื่อกันเอง  หรือ ข่าวพลเมือง ซึ่งทางสุดท้ายนี้อาจเป็นหายนะของสื่อมวลชนก็ได้ อย่างไรดีผมสนับสนุนการปฏิปรูปสื่อฯ ซึ่งทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมทางหาทางออกเพื่อจรรโลงสื่อมวลชนให้เป็นทึ่พึ่งของประชาชนให้ได้” นายมีชัย กล่าว.

 

Leave a comment