ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก
http://www.komchadluek.net/news/politic/250499
การเมือง : 28 พ.ย. 2559
เสนอ “บิ๊กตู่” ใช้อำนาจพิเศษ ตั้ง กก. รปภ.ไซเบอร์
สปท.ชงปรับร่างพ.ร.บ.ความมั่นคงไซเบอร์ เสนอ”บิ๊กตู่”ใช้อำนาจพิเศษตั้ง กปช. อุดช่องโหว่หากถูกโจมตีก่อนกม.ใช้บังคับ
เมื่อเวลา 9.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่มีร.อ.ทินพันธุ์ นาคตะ ประธานสปท. เป็นประธานการประชุม มีการพิจารณาระเบียบวาระรับทราบ รายงานความคิดเห็นของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่องผลการศึกษาและข้อสังเกตร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ….. โดย พล.ต.ต.พิสิษฐ์ เปาอินทร์ รองประธานกมธ.ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านการสื่อสารมวลชน คนที่หนึ่ง กล่าวสรุปรายงานว่า ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฏีกา คณะกรรมาธิการฯได้นำมาศึกษาและเห็นว่า เนื้อหายังขาดเนื้อหาที่ต้องเพิ่มเติม กมธ.การสื่อสารมวลชน จึงเสนอแนวคิด ประเด็นกฎหมาย เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมทุกมิติของความมั่นคงทางทหารและความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ ด้วยการวางกรอบการดำเนินงานให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานความมั่นคงทุกองค์กร เพื่อทำหน้าที่ป้องกัน และตอบโต้เชิงรุก ควรกำหนดหน่วยงานหลักรับผิดชอบให้ชัดเจนในการดูแล ควบคุมสถานการณ์ด้านการรักษาความมั่งคงความปลอดภัยไซเบอร์ทั้งในภาวะปกติ และเมื่อเกิดสถานการณ์ร้ายแรงในภาวะฉุกเฉิน ควรให้เจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจ ดำเนินการทั้งระดับนโยบายและปฏิบัติการ นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอแนะให้ นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญ ฉบับผ่านประชามติ แต่งตั้งคณะกรรมการว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) ทำหน้าที่ไปพลางก่อนเพื่อวางกรอบมาตรการความปลอดภัยทางไซเบอร์ เนื่องจากภัยคุกคามทางไซเบอร์มีตลอดเวลา บางครั้งใช้เทคนิคง่าย คือ ใช้ F 5 เว็ปไซต์ต่างที่โดน F 5 ก็ล่ม ดังนั้นหากต้องรอกฎหมายฉบับนี้ผ่านสนช.จนมีผลบังคับใช้ อาจเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงและกระทบนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล
นายสมญา พัฒนวรพันธ์ เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ ชี้แจงว่า ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มี 33 มาตรา ซึ่งคณะกรรมาธิการฯได้พิจารณาตั้งข้อสังเกต 33 มาตรา โดยจาการศึกษาเห็นว่า ในส่วนของคำนิยามนั้น กรรมาธิการฯได้เสนอแก้ไขคำนิยามคำว่า ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ให้คลอบคลุมภัยทุกด้านที่ส่งผลต่อประเทศ ซึ่งในร่างคลอบคลุมเฉพาะเรื่องไซเบอร์เท่านั้น และขอเพิ่มคำว่า หน่วยงานเอกชน เข้าไป เพราะหน่วยงานส่วนใหญ่ที่ดูอินเตอร์เน็ตและสื่อสารเป็นเอกชน รวมทั้งขอเพิ่มกรอบแนวทางการทำงานให้เป็นไปตามแผนแม่บทพัฒนาเศรษฐกิจที่จะมีเรื่องภัยคุกคามด้านโซเซียลมีเดียด้วย ในหมวดขององค์กรที่จะต้องจัดตั้งขึ้นตามร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้นั้นมีคณะกรรมการว่าด้วยการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (กปช.) ซึ่งโครงสร้างของกปช.นี้ ควรให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีที่มอบหมายเป็นประธาน กปช.ทั้งนี้หากเกิดเหตุภัยพิบัติหรือเหตุร้ายแรงผู้ที่มีอำนาจสั่งการควรมีอำนาจมากกว่ารัฐมนตรีกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และเพิ่มจำนวนผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆเข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการด้วย
นายสมญา กล่าวว่า ส่วนสำนักงานกปช.นั้นในร่างพ.ร.บ.กำหนดให้เป็นนิติบุคคล แต่คณะกรรมาธิการฯเห็นว่า กปช.จะเป็นผู้กำกับดูแลและใช้อำนาจตามกฎหมายจึงควรให้เป็น”ส่วนราชการ” เพื่อได้สั่งการตามกรอบของกฎหมายได้ และจะไม่มีสิทธิพิเศษอื่นใด ขณะที่พนักงานหรือเจ้าหน้าที่ในสังกัดซึ่งจะมีความรู้ความสามารถเฉพาะด้านควรจะมีเงินเพิ่มพิเศษเป็นไปตามระเบียบข้าราชการพลเรือน ในเรื่องของการสั่งการต่างๆควรเพิ่มเรื่องหน่วยงานเอกชนเข้าไปทุกมาตราที่มีส่วนเกี่ยวข้อง นอกจากนี้ในเรื่องของผลกระทบด้านไซเบอร์ทั้งด้านกิจการและความมั่นคง ตามร่างเดิมกำหนดเฉพาะด้านการเมืองและด้านพาณิชย์ คณะกรรมาธิการฯได้เสนอให้เพิ่มกิจการ เช่น บริการเครือข่ายด้านอินเตอร์เน็ต โครงการคมนาคม สาธารณูปโภคพื้นฐาน ระบบสาธารณะต่างๆ ความมั่นคงทางทหาร ความเรียบร้อยภายในประเทศและระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้อำนาจหน้าที่ของพนักงาน เจ้าหน้าที่ ที่ให้อำนาจเข้าตรวจสอบสื่อต่างๆหากเกิดเหตุการณ์ได้นั้น คณะกรรมาธิการฯเห็นว่า เป็นเรื่องละเอียดอ่อนควรมีการถ่วงดุล จึงเสนอให้ก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะใช้อำนาจในการเข้าถึงหรือดำเนินการใดๆต้องยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้ศาลอนุมัติก่อน ยกเว้น เป็นเรื่องเร่งด่วนหากไม่ดำเนินการอาจเกิดความเสียหายได้ สามารถทำได้แต่ต้องยื่นต่อศาลภายหลัง สำหรับบทลงโทษนั้น เห็นควรเพิ่มบทลงโทษเพิ่มขึ้น ซึ่งมีทั้งโทษอาญาและทางวินัย โดยร่างเดิมมีแต่โทษทางวินัย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังที่คณะกรรมาธิการฯชี้แจงเสร็จ ได้เปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าวของคณะกรรมาธิการฯ มีข้อข้อเสนอในส่วนของบทลงโทษที่กำหนดไว้น้อยเมื่อเทียบกับความเสียหายที่เกิดขึ้นจากภัยคุกคามทางไซเบอร์โดยเฉพาะด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจ ขณะที่นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสปท. อภิปรายว่า อันตรายจากความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ จำเป็นต้องให้ข้าราชการเข้ามากำกับเอกชนทุกขั้นตอนหรือไม่ มันจำเป็นต้องมีรายละเอียดขั้น และระยะเวลาคอยกำหนดบ้างหรือไม่ กปช. ไม่มีตัวแทนจากประชาชน และภาคเอกชนมาร่วม ไม่อยากให้รูปแบบการปฏิวัติดิจิทัลทำลายความคิดสร้างสรรค์ของคนไทย เราเสียกสทช.ที่เป็นอิสระไปแล้ว ส่วน นายสมพงษ์ สระกวี กล่าวว่า ไทยอยากเป็นประเทศ 4.0 แต่ ไลน์ เฟซบุ๊ก อินสตราแกรม ทวิตเตอร์ กำลังจะยกโขยงออกจากประเทศไทย เพราะกฎหมายคอมพิวเตอร์ที่กำลังพิจารณา และร่างกฎหมายความมั่งคงไซเบอร์ฉบับนี้
ด้านพล.ต.ต.พิสิษฐ์ ชี้แจงว่า กฎหมายฉบับนี้มุ่งคุมครองระบบอินเทอร์เน็ต ต่างจากพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ที่มุ่งคุ้มครองผู้ถูกกระทำ ร่างตัวนี้ไม่ได้เน้นเนื้อหา แต่เน้นระบบคอมพิวเตอร์ของประเทศ ที่ทราบดีว่า เว็บไซต์ส่วนราชการถูกโจมตีทุกวันความเสียหายเป็นร้อยล้าน แต่ไม่ปรากฎเป็นข่าวเพราะจะกระทบต่อความน่าเชื่อถือ ซึ่งจะมีการกำหนดมาตรฐานกลางให้แต่ละหน่วยงานไปวางระบบรักษาความปลอดภัย ขณะเดียวกัน กมธ.ก็เพิ่มเติมมาตรการเข้มข้นทางความมั่นคงการทหาร ด้านประชาชนก็จะได้รับการสนับสนุนการให้ความรู้กฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์
อย่างไรก็ตามที่ประชุมมีมติเห็นชอบรายฉบับดังกล่าวด้วยคะแนน 141 ต่อ 1 เสียง และงดออกเสียง 5 เสียง เพื่อส่งรายงานให้ครม.พิจารณาต่อไป